วันพฤหัสบดีที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ปิดเทอมเปิดทัวร์ ครอบครัวสุขสันต์พากันท่องเที่ยวน่าน

ปิดเทอมเปิดทัวร์ : ครอบครัวสุขสันต์พากันท่องเที่ยวน่าน..แหล่งท่องเที่ยวน่านสำหรับเยาวชนและครอบครัว จังหวัดน่าน
หอศิลป์พิงพฤกษ์ อ.เมือง จ.น่าน
ชีวิตประจำวันของผู้คนในสังคม ปัจจุบัน เราต่างมุ่งมั่นทำการงานและภารกิจในหน้าที่ของตนตั้งแต่เช้าจรดค่ำ ในแต่ละวัน โอกาสที่พ่อแม่จะได้พบหน้าลูกมีเพียงวันละไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น ที่ซ้ำร้ายไปยิ่งกว่า บางครอบครัวกว่าพ่อแม่จะกลับ ลูกก็หลับไปเสียแล้ว ครอบครัวไหนที่โชคดีมีปู่ย่าตายายอยู่ด้วยในบ้าน ก็อาจจะช่วยดูแลให้ความอบอุ่นแก่ลูกหลาน โดยเฉพาะในปัจจุบัน เทคโนโลยีเข้าถึงทุกครัวเรือนในง่ายมากยิ่งขึ้น ภัยสังคมนอกจากจะมาจากข้างนอกแล้ว ปัจจุบันสื่ออินเทอร์เน็ตมักเป็นดาบสองคมสำหรับเด็กและเยาวชนที่รู้เท่าไม่ ถึงการณ์ โดยเฉพาะเกมคอมพิวเตอร์ และโปรแกรมสนทนาออนไลน์

เพราะครอบครัวเป็นหน่วยย่อยของสังคม หากทุกคนร่วมกันตระหนักในปัญหาดังกล่าว ควรร่วมกันสร้างสรรค์ครอบครัวให้อบอุ่น ด้วยการจัดสรรเวลาให้กับครอบครัว โดยเฉพาะการใช้เวลาอันมีค่าในวันหยุด เพื่อการเดินทางท่องเที่ยวและการจัดทำกิจกรรมร่วมกัน เพราะการท่องเที่ยวนั้น เป็นทั้งการพักผ่อนและการเรียนรู้ไปพร้อมๆ กัน

ลานนาทัวร์ริ่งได้เล็งเห็นความสำคัญของการส่งเสริมให้เยาวชนและครอบครัวออก เดินทางท่องเที่ยวในวันหยุด เพื่อสร้างความรักความอบอุ่นขึ้นในครอบครัว และสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับชีวิต โดยมุ่งหวังให้ตระหนักว่า "การท่องเที่ยวเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต"

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่าน อ.เมือง จ.น่าน
ตัวอย่างแหล่งท่องเที่ยวน่าน สำหรับเยาวชนและครอบครัวรับปิดเทอม

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่าน ถนนผากอง ตรงข้ามกับวัดพระธาตุช้างค้ำ ใกล้กับวัดภูมินทร์ อ.เมือง จ.น่านเป็นอาคารแบบยุโรปซึ่งเข้ามาในสมัยรัชกาลที่ ๕ ผสมผสานกับสถาปัตยกรรมท้องถิ่นเมืองน่าน เดิมเป็น “หอคำ” ซึ่งเป็นที่ประทับและที่ว่าราชการของพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชฯ เจ้าผู้ครองนครน่าน สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๕ ใช้เป็นที่ตั้งศาลากลางจังหวัดแห่งแรกของจังหวัดน่าน ต่อมาใน พ.ศ. ๒๕๑๗ อาคารแห่งนี้ได้รับการปรับปรุงอีกครั้งให้เป็นสถานที่ตั้งพิพิธภัณฑสถานแห่ง ชาติน่าน ลักษณะการจัดพิพิธภัณฑ์จะใช้แสงธรรมชาติเข้าช่วย ตัวอาคารโปร่งมีหน้าต่างโดยรอบ ผู้มาเที่ยวจะรู้สึกเหมือนเดินอยู่ในบ้านมากกว่าพิพิธภัณฑ์ ทำให้เพลิดเพลินในการเดินชมสิ่งของที่จัดแสดง ภายในพิพิธภัณฑ์แบ่งเป็น ๒ ชั้น ชั้นล่างจัดแสดงชีวิตความเป็นอยู่ของชนเผ่าต่าง ๆ ในจังหวัดน่าน รวมทั้งเทศกาลงานประเพณีที่สำคัญของจังหวัด เช่น การสืบชะตา การแข่งเรือ ส่วนชั้นบนจัดแสดงโบราณวัตถุสมัยต่าง ๆ ที่พบในจังหวัดน่าน ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ จนถึงยุคเจ้าผู้ครองนครน่าน ชิ้นที่สำคัญ ได้แก่ งาช้างดำ วัตถุมงคลคู่บ้านคู่เมืองน่าน เป็นงาช้างข้างซ้าย ยาว ๙๔ เซนติเมตร วัดโดยรอบส่วนที่ใหญ่สุดได้ ๔๗ เซนติเมตร มีน้ำหนัก ๑๘ กิโลกรัม ได้มาในสมัยพระยาการเมืองเจ้าผู้ครองนครน่านองค์ที่ ๕ เครื่องปั้นดินเผาเคลือบ อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๒๑ จากเตาเผาบ่อสวก ตำบลสวก อำเภอเมือง น่าน พระพุทธรูปปางมารวิชัย ศิลปะล้านนา อิทธิพลศิลปะพม่า พุทธศตวรรษที่ ๒๕ พานพระศรีเครื่องเงินลงยา ซึ่งเป็นเครื่องประกอบอิสริยยศของเจ้าผู้ครองนครน่านองค์สุดท้าย พิพิธภัณฑ์เปิดทุกวัน เวลา ๐๙.๐๐-๑๖.๐๐ น. ค่าเข้าชม ชาวไทย 20 บาท ชาวต่างประเทศ 40 บาท
รายละเอียดติดต่อ โทร ๐ ๕๔๗๑ ๐๕๖๑, ๐ ๕๔๗๗ ๒๗๗๗ หรือwww.thailandmuseum.com

จ๊างน่าน อาร์ตแกลลอรี่ อ.เวียงสา จ.น่าน
คุ้มเจ้าราชบุตร (หมอกฟ้า ณ น่าน) ติด วัดช้างค้ำ อ.เมือง จ.น่าน สร้างขึ้นใน ปีพ.ศ. ๒๔๐๙ เป็นเรือนไม้สักทองทรงปั้นหยาสองชั้น ประดับลวดลายไม้ฉลุ บริเวณบานรายรอบด้วยต้นไม้นานาพันธุ์ ทั้งไม้ยืนต้น ไม้หอม ไม้หายาก หลายต้นอายุเป็นร้อยปีเช่นเดียวกับวันเวลาของคุ้มแห่งนี้ คุ้มเจ้าราชบุตร สร้างขึ้นโดยเจ้ามหาพรหมสุรธาดา เจ้าผู้ครองนครน่านองค์สุดท้าย เพื่อเป็นเรือนหอของท่านกับเจ้าแม่ศรีโสภา จากนั้น จึงยกคุ้มนี้ให้กับโอรสองค์สุดท้องคือ เจ้าราชบุตร(หมอกฟ้า ณ น่าน) ต่อมาเจ้าราชบุตรได้รื้อถอนคุ้มหลังเดิมและสร้างขึ้นใหม่ในปี พ.ศ. ๒๔๘๔ ย่อขนาดให้เล็กลง ปลูกสร้างในตำแหน่งเดิม ปัจจุบันนี้คุ้มเป็นสมบัติของเจ้าสมปรารถนาและเจ้าวาสนา ณ น่าน ผู้สืบเชื้อสายเจ้าผู้ครอบนคร เดิมเจ้าสมปรารถนาอยู่กรุงเทพฯ แต่หลังจากเออลี่รีไทร์ ท่านย้ายกลับมาอยู่ที่คุ้มเจ้าราชบุตรพร้อมกับสามีคือคุณสถาพร สุริยา คุ้มแห่งนี้ความจริงไม่ได้เปิดอย่างเป็นทางการ แต่เพราะมีสารคดี รายการโทรทัศน์ นิตยสารมาถ่ายทำและเผยแพร่เรื่องราวออกไป เจ้าสมปรารถนาจึงเปิดคุ้มให้บุคคลทั่วไปเข้าเยี่ยม แต่ต้องแจ้งนัดหมายล่วงหน้า ซึ่งเจ้าจะเป็นผู้นำชมด้วยตนเองพร้อมเล่าประวัติความเป็นมาของคุ้มและเรื่อง ราวของสายตระกูล ณ น่านให้ฟัง

ปัจจุบันเป็นที่พักของเจ้าสมปรารถนาณน่านยังคงเก็บรักษาของเก่าแก่ประจำ ตระกูล เช่น ดาบงาช้างศึก อาวุธโบราณ ภาพถ่ายฝีพระหัตถ์รัชกาลที่๕ ซึ่งนอกจากภาพถ่ายที่หาดูยากที่อยู่ในห้องรับแขกแล้ว ที่นี่ยังเก็บรวบรวมข้าวของเครื่องใช้สมัยก่อนไว้อีกมาก ไม่ว่าจะเป็นเครื่องแต่งกาย เครื่องประดับ อาวุธโบราณ ถ้วยชามเครื่องแก้ว ตู้เย็นแบบใช้น้ำมันก๊าด เตาีรีดใช้ถ่าน ถ้าเดินไปทางด้านหลังในส่วนของครัว ยังได้เห็นเครื่องครัวสมัยคุณตาคุณยาย และไม่ว่าจะถามถึงข้าวของชิ้นไหน ผู้เป็นเจ้าของเรือนก็มีเรื่องเล่าอันเปี่ยมด้วยความทรงจำเพราะท่านเกิดและ เติบโตมา ณ เรือนไม้หลังนี้
นักท่องเที่ยวที่สนใจเข้าชม ควรติดต่อเข้าชมคุ้มล่วงหน้ากับเจ้าบ้าน โทร. 054-710-605, 089-6704291

คุ้มเจ้าราชบุตร อ.เมือง จ.น่าน
แหล่งเตาเผาและเครื่องเคลือบบ้านบ่อสวก บ้านบ่อสวก อ.เมือง จ.น่าน ในอดีตเคยเป็นแหล่งผลิตเครื่องเคลือบภาชนะดินเผาที่สำคัญแห่งหนึ่งของเมือง น่าน มีรูปแบบและกรรมวิธีการผลิตเป็นลักษณะเฉพาะของตัวเอง คาดว่าเครื่องเคลือบภาชนะดินเผาจากบ้านบ่อสวกเคยได้รับความนิยมอย่างสูง เพราะได้ขุดพบตามแหล่งฝังศพของคนในสมัยก่อน โดยเฉพาะแถบเทือกเขาในอำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ ต่อเนื่องไปจนถึงจังหวัดตาก และกำแพงเพชร สันนิษฐานว่าการผลิตเครื่องเคลือบที่บ้านบ่อสวกเริ่มขึ้นและพัฒนาในสมัยเจ้า พระยาพลเทพฤาชัย (พ.ศ.๒๐๗๑-๒๑๐๒) ซึ่งเป็นยุคสมัยแห่งความรุ่งเรืองของเมืองน่าน วิทยาการเตาเผาและเครื่องเคลือบเมืองน่านได้รับจากล้านนา เช่น จากกลุ่มสันกำแพง กลุ่มกาหลง ซึ่งเป็นกลุ่มเตาใกล้นครเชียงใหม่ เตาเผาแห่งนี้ได้รับการสำรวจและศึกษาเบื้องต้น โดยกองโบราณคดี กรมศิลปากร มาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๒๗ เป็นแหล่งโบราณคดีชุมชนอยู่ที่บ้านบ่อสวกพัฒนา หมู่ ๑๐ ตำบลบ่อสวก ห่างจากตัวเมือง ๑๗ กิโลเมตร แหล่งที่มีการค้นพบเตาเผาเมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๒ ตั้งอยู่ในเขตบ้านพักของ จ.ส.ต.มนัส และคุณสุนัน ติคำ บริเวณที่พบเตาอยู่ริมแม่น้ำ ลักษณะของเตาหันหน้าเข้าหาแม่น้ำเพื่อสะดวกในการขนส่ง ภายในเป็นโพรงใหญ่เพื่อให้คนเข้าไปข้างในได้ เตามีความลาดเอียงและมีปล่องระบายอากาศอยู่ด้านบน เตาโบราณจำนวน ๒ เตาได้รับการบูรณะ และก่อสร้างอาคารถาวรคลุม ส่วนบริเวณใต้ถุนบ้าน จ่ามนัสจัดเป็นนิทรรศการแสดงโบราณวัตถุจากแหล่งเตาเผา การขุดค้นศึกษาแหล่งเตาเมืองน่านบ้านบ่อสวก ถือเป็นการเปิดมิติใหม่ในการทำงานวิจัยทาง “โบราณคดีชุมชน” โดยการร่วมมือระหว่างชาวบ้าน องค์กรเอกชน ส่วนราชการในท้องถิ่น และนักวิจัยจากมหาวิทยาลัย เพื่อให้เกิดความงอกงามทางความรู้และความเข้มแข็งของชุมชนไปพร้อมกัน ในอนาคตจะมีการจัดตั้งกองทุนโบราณคดีชุมชนบ้านบ่อสวก และนำเงินจากกองทุนเพื่อจัดกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาชุมชน เช่น การฟื้นฟูอาชีพเครื่องปั้นดินเผา การจัดตั้งพิพิธภัณฑ์หมู่บ้าน และการอบรมมัคคุเทศก์ชุมชน
แหล่งเตาเผาโบราณบ้านบ่อสวก อ.เมือง จ.น่าน
หอศิลป์ริมน่าน ตั้ง อยู่บนถนนสาย น่าน-ท่าวังผา ตรงหลักกิโลเมตรที่ ๒๐ ก่อตั้งโดย วินัย ปราบริปู ศิลปินชาวเมืองน่าน มีพื้นที่ประมาณ ๑๓ ไร่ ติดริมน้ำน่าน อาคารชั้นล่างจัดแสดงนิทรรศการหมุนเวียนของศิลปินรับเชิญ ชั้นสองจัดแสดงผลงานของวินัย ปราบริปู ผลงานชุดสำคัญก็คือ แรงบันดาลใจจากมรดกน่าน ซึ่งอาจารย์วินัย ยังตั้งใจว่าในอนาคต อยากให้หอศิลป์เป็นแหล่งศึกษาประวัติจิตรกรรมฝาผนังด้วย ถ้าใครอยากศึกษาเพิ่มเติมหรือสนใจรายละเอียด ก็สามารถซื้อหนังสือกลับไป เป็นหอศิลป์ร่วมสมัยของเอกชนที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค ซึ่งนอกจากแสดงนิทรรศการแล้ว แต่ละปีอาจารย์วินัยยังร่วมมือกับครูศิลปะในพื้นที่จัดค่ายสอนศิลปะให้กับ เด็กๆ สอดคล้องกับจุดมุ่งหมายของหอศิลป์แห่งนี้ ที่ต้องการเปิดโอกาสการเรียนรู้ให้กับเด็กๆ ในเมืองน่านและจังหวัดใกล้เคียง ซึ่งบางที ภาพในแกลลอรี่ที่เขาเห็น อาจเป็นแรงบันดาลใจให้เด็กคนหนึ่งตอบตัวเองได้ว่า เขาชอบหรือฝันอยากทำอะไร..ก็เป็นได้
เปิดให้เข้าชม : เปิดทุกวันยกเว้นวันพุธ
ตั้งแต่เวลา : ๐๙.๐๐ น. - ๑๗.๐๐ น.
ค่าเช้าชม : คนละ ๒๐ บาท
สอบถามโทร : 054-798046

บ้านกะหล๊กไม้ อ.เวียงสา จ.น่าน

หอศิลป์พิงพฤกษ์ ศูนย์การเรียนรู้ศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นเมืองน่าน ตั้งอยู่บนเลข ที่ 16   ม. 10 บ้านนาท่อ  ต.ไชยสถาน   อ.เมืองน่าน   ออกจากตัวเมือง ใช้เส้นทาง ถนนสายน่าน - พะเยา ก่อนถึง กม. ที่ 4  เลี้ยวซ้ายทางเข้าบ้านนาท่อ ไป 1 กม. มีป้ายบอกทางตรงซอย 3 เลี้ยวขวามือก่อนถึงหนองนาท่อ เลี้ยวขวาเข้าไป 50 เมตร สังเกตุด้านขวามือก็จะเห็นหอศิลป์ตั้งอยู่ในพื้นที่เดียวกันกับตัวบ้าน เป็นหอศิลป์ที่ เก็บรวบรวมผลงานศิลปะส่วนตัวของ อ.สุรเดช  กาละเสน ( ปัจจุบันเสียชีวิต ) เป็นหอศิลป์ขนาดเล็กบนพื้นที่ 1 งาน ภายในบรรยากาศที่อบอุ่น   จัดแสดงผลงานของ อาจารย์สุรเดช  กาละเสน ศิลปินเจ้าของผลงานจิตรกรรมฝาผนัง ( สมัยใหม่ )ตำนานประวัติศาสตร์เมืองน่าน ในอุโบสถวัดมิ่งเมือง ซึ่งถือว่าเป็นผลงานที่เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายในจังหวัด ที่ยังคงเอกลักษณ์รูปแบบศิลปะเมืองน่านในอดีต หอศิลป์พิงพฤษ์ มีที่มา.... จัดเป็นแหล่งเรียนรู้ศิลปะ อีกแห่งหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองน่าน ประมาณ  5  กม. เปิดให้ชมและศึกษาทุกวัน บริเวณโดยรอบร่มรื่น น่าพักผ่อน น่าไปเยี่ยมชม หรือมีกิจกรรมที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ชื่นชอบงานฝีมือการทำผ้ามัดย้อมสีจาก ธรรมชาติ ในยามว่าง เสาร์ อาทิตย์
สอบถามโทร : คุณโสภา กาละเสน โทร. 054-774751, 089-559-7815

พิพิธภัณฑ์จักรยาน(เฮือนรถถีบ) อ.เวียงสา จ.น่าน
ท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์กับวัดโป่งคำ วัดโป่งคำ  ตั้งอยู่เลขที่  ๒๐  บ้านโป่งคำ  ตำบลดู่พงษ์  อำเภอสันติสุข  จังหวัดน่าน 
ในสังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย  โดยวัดโป่งคำแห่งนี้  สันณิฐานว่า  ได้เริ่มก่อสร้างเมื่อปีพุทธศักราช  ๒๔๔๑  ซึ่งการก่อสร้างวัดโป่งคำเป็นธรรมเนียมของพุทธศาสนิกชนล้านนา  ที่ปรากฏว่า“  มีแม่น้ำที่ไหน  มีคนที่นั้น  มีคนที่ไหน  มีชุมชนที่นั้น  มีชุมชนที่ไหน  มีวัดที่นั้น”
การก่อสร้างวัดโป่งคำก็เฉกเช่นกัน  กล่าวคือ  เมื่อมีผู้คนได้มาร่วมกันจัดตั้งเป็นชุมชนเป็นหมู่บ้าน  โดยตั้งชื่อหมู่บ้านว่า “บ้านโป่งคำ”  เมื่อประมาณพุทธศักราช  ๒๔๔๐  ต่อมาชุมชนบ้านโป่งคำต้องการมีวัดเป็นของตนเอง  เพื่อให้เป็นที่ทำบุญ  จัดกิจกรรมนันทนาการของชุมชน  จึงมีการจัดตั้งวัดขึ้น  โดยให้ชื่อวัดและชื่อหมู่บ้านเป็นเดียวกัน  คือ  “ วัดโป่งคำ”
นอกจากนี้วัดโป่งคำก็ยังมีปูชนียวัตถุ  คือ  พระประธานในพระวิหาร  เป็นพระพุทธรูปแบบปูนปั้น (สันณิฐานว่าเป็นฝีมือสกุลช่างชาวบ้าน) สร้างประมาณเมื่อ  พุทธศักราช  ๒๔๖๐  และยังมีพระพุทธรูปต่าง ๆ อีกจำนวนหนึ่ง ปัจจุบันวัดโป่งคำ  ภายใต้การปกครองและการบริหารของท่านพระครูสุจิณนันทกิจ ( พระอาจารย์สมคิด  จรณธมฺโม ) ได้เปิดวัดให้เป็นแหล่งเรียนรู้ของชุมชน  เพื่อพัฒนาศักยภาพของชุมชนให้มีความกินดีอยู่ดีและสามารถมีความเป็นอยู่ อย่างยั่งยืนได้  โดยพระอาจารย์สมคิด  จรณธมฺโม  ได้มองเห็นปัญหาของชุมชนที่เกิดขึ้น  และพยายามให้คำแนะนำ  ช่วยเหลือ  และแสวงหาทางออกให้กับชุมชน  จึงมีการจัดตั้ง “ ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ชุมชนบ้านโป่งคำ”  โดยเอาวัดโป่งคำแห่งนี้เป็นเวทีที่แสดงออกและเวทีประชาคมของชุมชน  โดยมีการจัดตั้งกลุ่มต่าง ๆ  เพื่อแสวงหาองค์ความรู้และภูมิปัญญาของชุมชน  เพื่อพัฒนาให้เห็นศักยภาพของชุมชน เช่น กลุ่มย้อมผ้าสีธรรมชาติ,กลุ่มเพาะเห็ด, กลุ่มผู้สูงอายุ  รวมกลุ่มเป็นกลุ่มตีเหล็ก, กลุ่มจักสาน,กลุ่มเกษตรอินทรีย์,กลุ่มเยาวชนเพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, กลุ่มอนุรักษ์ป่าชุมชนโป่งคำ, กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการพัฒนา,กลุ่มเครือข่ายแหล่งเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง

โดยชุมชนบ้านโป่งคำ ได้รับความช่วยเหลือจากหน่วยงานภาครัฐ  เอกชน  และองค์กรเครือข่ายต่าง ๆ  เพื่อมาต่อยอดทางความคิดและพัฒนาศักยภาพของชุมชน  ทั่งนี้ชุมชนบ้านโป่งคำ  ได้น้อมรับพระราชดำรัส  เรื่อง “ทฤษฏีปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง”  มาปฏิบัติภายในชุมชน  เพื่อให้คนในชุมชนมีความเป็นอยู่แบบพอเพียง  พอดี  พอกิน  และพอใจ  ในวิถีชีวิตแบบชุมชนพอเพียง  โดยชุมชนโป่งคำได้รับโครงการพัฒนา  คือโครงการขยายผล  โครงการหลวงโป่งคำ  ทั่งนี้ชุมชนวัดโป่งคำก็ได้เปิดศูนย์การศึกษา  เรียกว่า  “ มหาวิทยาลัยชีวิต” ของมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร  เพื่อพัฒนาบุคลากรในชุมชนเขตอำเภอสันติสุข  ให้เป็นแกนนำในการขยายเขตพัฒนาต่อไป

อารามเวฬุวัน ศึกษาธรรม เสพศิลป์ พักผ่อนทางใจบนยอดดอย อารามเวฬุวัน ตั้งอยู่บ้านศรีนาม่าน อำเภอสันติสุุข จังหวัดน่าน เล้นทางสันติสุข - หลักลาย ห่างจากตัวอำเภอ 3 กิโลเมตร มีพระธาตุศักดิ์สิทธิ์ให้บูชา พร้อมด้วยมุมแสงที่น่าหลงใหลชมถ่ายภาพ พระธาตุแห่งนี้กำลังพัฒนาให้เป็นแหล่งศึกษาธรรม และพักผ่อนทางใจ

ติดต่อสอบถามเรื่องท่องเที่ยวที่ : โทร 085-0545518 เว็บไซต์: www.go2santisuk.com,Email: wuttichai_lonan@hotmail.com

เสาดินนาน้อยและคอกเสือ อ.นาน้อย จ.น่าน
จ๊างน่านmilk club อ.เวียง สา จ.น่าน ด้วยความเป็นคนรักศิลปะของเจ้าของร้าน จ๊างน่าน จึงมีส่วนผสมระหว่างร้านนมกับแกลลอรี่ศิลปะเข้ารวมไว้ด้วยกัน โดยด้านล่างของร้านจะให้บริการเครื่องดื่ม(เน้นนมและเครื่องดื่มที่ไม่มี แอลกอฮอล์) มีลานข้างร้านเป็นที่จอดรถโดยสารซึ่งนำมาดัดแปลงให้เป็นอีกส่วนหนึ่งของร้าน ที่สามารถนั่งรับประทานอาหารเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศได้ ส่วนด้านบนจัดเป็นส่วนแสดงงานศิลปะ
จ๊างน่าน ตั้งอยู่ที่ ต.กลางเวียง อ.เวียงสา(ร้านวาสนาพาณิชย์เดิม) โทร. 054-781521 เว็บไซต์ www.chang-nan.com


บ้านกะหล๊กไม้
อ.เวียงสา จ.น่าน ชม ภูมิัปัญญาล้านนาโบราณที่บ้านอาจารย์ระดม อินแสง ผู้ตระหนักค่าของภูมิปัญญาล้านนาโบราณ ถึงขั้นดัดแปลงบ้านเป็นแหล่งเรียนรู้ภาษาล้านนา ดนตรีล้านนา และกะหล๊กไม้ที่ปลาในลำน้ำน่าน “กะ หล๊กไม้” ในอดีตใช้ตีแจ้งเหตุร้าย หรือเป็นสัญญาณนัดแนะผู้คนในชุมชนให้มาทำกิจกรรมร่วมกัน แต่วันนี้ ใช้ตีเพื่อส่งเสียงเรียกปลาให้ขึ้นมากินอาหาร โดยเคาะวันละ 2 เวลา คือก่อนไปโรงเรียนและหลังเลิกเรียน คนในบ้านจะเอาอาหารปลาใส่ตระกร้าที่แขวนไว้กับรอก จากนั้นจึงเคาะกะหล๊กเป็นจังหวะ ปลาที่ได้ยินเสียงเรียกก็จะว่ายมารอกินอาหารจากตะกร้าชักรอก เป็นการสร้างเงื่อนไขไม่ต่างจากการสั่นกระดิ่งให้อาหารสุนัข บ้ากะหล๊กไม้เป็นสัญลักษณ์ของการปกปักรักษาปลาในลำน้ำน่าน ให้มันได้ขยายพันธุ์ตามธรรมชาติ เพื่อชาวประมงพื้นบ้านมีอาชีพทำกินอย่างยั่งยืน
ที่บ้านกะหล๊กไม้ ยังเป็นโรงเรียนสอนภาษาล้านนาให้เด็กๆ และชาวบ้านในชุมชนรวมทั้งยังเป็นที่เรียนดนตรีพื้นเมืองสำหรับให้เด็กๆ และเยาวชนได้ตระหนักถึงคุณค่าวัฒนธรรมท้องถิ่น

เฮือนรถถีบมะเก่า (พิพิธภัณฑ์บ้านจักรยาน) เยือนเฮือนรถถีบมะเก่า หรือ จักรยาน ซึ่งมิใช่สุสานรถจักรยานอย่างที่หลายคนคิด แต่คือพิพิธภัณฑ์จักรยานที่รวบรวมจักรยานเก่าแทบทุกรุ่น มีทั้งจักรยานพับ จักรยานล้อโต จักรยานสองตอน ฯลฯ ในสภาพที่ใช้งานได้ดี ครอบครัวเต็งไตรรัตน์ เดิมเปิดร้านซ่อมรถจักรยานแลกกับข้าวเปลือกจากชาวบ้านในชนบท ภายหลังได้เป็นตัวแทนจำหน่ายจักรยานนำเข้าจากยุโรปหลายยี่ห้อในจังหวัดน่าน สมัยก่อน การขนส่งจักรยานมาขายจะส่งเป็นชิ้นส่วนย่อย เมื่อมาถึงปลายทางที่จังหวัดน่าน ร้านเต็งไตรรัตน์จึงต้องลงมือประกอบชิ้นส่วนเอง ชีวิตในวัยเด็กของคุณสุพจน์จึงคลุกคลีและคุ้นเคยกับจักรยานเหมือนเป็นของ เล่นชนิดหนึ่ง จากความรู้และทักษะเกี่ยวกับรถจักรยานที่มีมาแต่วัยเด็ก คุณสุพจน์ เต็งไตรรัตน์ จึงเกิดแรงบันดาลใจที่จะเก็บรวบรวมรถจักรยานโบราณที่ผลิตในโซนประเทศยุโรป ไว้ในเฮือนรถถีบ เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ให้คนรุ่นหลังและเอื้อประโยชน์ต่อชุมชนอย่างต่อ เนื่อง

ติดต่อสอบถามเรื่องท่องเที่ยวที่
: กลุ่มฮักเมืองเวียงสา คุณเฉาก๊วย โทร.089-1928060 คุณหยก โทร. 089-8984404

กลุ่มเยาวชนวัดโป่งคำ อ.สันติสุข จ.น่าน
เสาดินนาน้อย(ฮ่อมจ๊อม) ตามรอยมนุษย์ยุคหินเก่า อยู่ที่ตำบลเชียงของ อ.นาน้อย จ.น่าน ห่างจากตัวเมืองน่าน 60 กิโลเมตร จากอำเภอนาน้อยมีทางแยกไปตามเส้นทางหมายเลข 1083 ประมาณ 6 กิโลเมตร เสาดินนาน้อย หรือ ฮ่อมจ๊อม เป็นเสาดินที่มีลักษณะแปลกตาคล้าย “แพะเมืองผี” ที่จังหวัดแพร่ จาก หลักฐานทางธรณีวิทยา พบว่าเสาดินนาน้อยเกิดจากการเคลื่อนตัวของเปลือกโลก ในยุคเทอร์เชียรีตอนปลาย (late tertian) ประกอบกับการกัดเซาะของน้ำและลมตามธรรมชาติ นัก ธรณีวิทยาสันนิษฐานว่ามีอายุประมาณ 30,000-10,000 ปีมาแล้ว เคยเป็นก้นทะเลมาก่อน และจากหลักฐานการค้นพบกำไลหินและขวานโบราณที่นี่ (ปัจจุบันเก็บรักษาอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ น่าน) แสดงให้เห็นว่าบริเวณนี้อาจเคยเป็นแหล่งอาศัยของมนุษย์ยุคหินเก่า

หมู่บ้านประมงปากนาย
ปากนาย อ.นาหมื่น จ.น่าน เดิมเป็นหมู่บ้านริมแม่น้ำน่าน หลังการสร้างเขื่อนสิริกิติ์ หมู่บ้านปากนายได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของอ่างเก็บน้ำเหนือเขื่อน ซึ่งมีลักษณะเหมือนทะเลสาบขนาดใหญ่ โอบล้อมด้วยทิวเขาเขียวขจี ชาวบ้านปากนายประกอบอาชีพประมง มีแพร้านอาหารให้เลือกชิมปลาจากเขื่อน เช่น ปลากด ปลาบู่ ปลาคัง ปลาแรด ปลาทับทิม เป็นต้น และบางแห่งทำเป็นห้องพักไว้บริการนักท่องเที่ยว จากบ้านปากนายสามารถเช่าเรือล่องไปตามลำน้ำน่านสู่อ่างเก็บน้ำสิริกิติ์ มีทิวทัศน์เป็นป่าเขาสวยงาม เกาะแก่ง เรือนแพ ชาวประมง ในช่วงนอกฤดูฝน จะมีแพลากไปวัดปากนาย สามารถนั่งรับประทานอาหารบนเรือได้ ใช้เวลาประมาณ ๒ ชั่วโมง และมีแพขนานยนต์ข้ามฟากไปยัง อำเภอน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์

การเดินทาง อยู่ที่ตำบลนาทะนุง ห่างจากตัวจังหวัด ๙๖ กิโลเมตร ใช้เส้นทางน่าน-เวียงสา-นาน้อย จากอำเภอนาน้อย มีทางแยกไปถึงอำเภอนาหมื่นราว ๒๐ กิโลเมตร จากนั้นเลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข ๑๓๓๙ เป็นทางลาดยางคดเคี้ยวไปตามไหล่เขาอีกประมาณ ๒๕ กิโลเมตร จึงถึงบ้านปากนาย

ที่พัก / ร้านอาหาร
มีบ้านพักของ อบต.นาหมื่นจำนวน 8 หลัง (อยู่ริมเขื่อน)
มีแพพักของเอกชนหลายแพ อาทิ แพสองบัว, แพสินไทย และแพอื่นๆอีกนับสิบแพ

วัดเวฬุวัน อ.สันติสุข จ.น่าน
คู่มือเลือกแหล่งท่องเที่ยวสำหรับครอบครัว
1. ควรเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีความเหมาะสมสำหรับทุกเพศทุกวัย เพื่อสมาชิกทุกคนในครอบครัวจะได้ท่องเที่ยวพักผ่อนร่วมกันอย่างมีความสุข
2. ควรเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่การเดินทางเข้าถึงได้อย่างสะดวกสบาย เส้นทางไม่ขึ้นเขาสูงชัน ไม่ตอ้งลงเรือฝ่าคลื่นลมไปไกลฝั่ง หรือไม่สมบุกสมบันจนเด็กหรือผู้สูงอายุต้องเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทาง
3. ควรเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน เช่น สะดวกในเรื่องที่พัก อาหารการกิน
4. การขับรถเที่ยวที่มีสมาชิกในครอบครัวไปกันพร้อมหน้า ทั้งผู้ใหญ่ เด็กๆ และผู้สูงอายุนั้น ควรวางแผนการขับไว้ล่วงหน้า เช่น คำนวณระยะทางสู่จุดหมายปลายทางว่าต้องใช้เวลากี่ชั่วโมง ควรแวะพักกินอาหารที่ไหน ระหว่างเส้นทาง ควรแวะพักเข้าห้องน้ำตามปั้มน้ำมันที่สะอาดและมีจุดพักเป็นระยะๆ เพื่อให้ผู้สูงอายุผ่อนคลายและได้เดินยืดเส้นยืดสายบ้าง
5. การจัดโปรแกรมท่องเที่ยวครอบครัวในแต่ละทริปนั้น ไม่ควรย้ายที่พักแรมบ่อยครั้ง เพราะจะสร้างความไม่สะดวกต่อเด็กและผู้สูงอายุ และต้องเสียเวลาไปกับการเก็บสัมภาระขนข้าวของบ่อยครั้ง ทางที่ดีควรหาที่พักเหมาะๆ ปักหลักอยู่ที่นั่น แล้วใช้เวลาเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจและทำกิจกรรมท่องเที่ยวในแหล่งท่องเที่ยว ให้มากที่สุด
6. หากเป็นการเดินทางท่องเที่ยวโดยการซื้อบริการนำเที่ยว ควรเลือกโปรแกรมที่ไม่เหน็ดเหนื่อยกับการเดินทางมากเกินไป ไม่ควรเลือกโปรแกรมที่อัดแน่นด้วยแหล่งท่องเที่ยว แต่ไปดูไปชมได้ไม่่นานก็ต้องถูกต้อนขึ้นรถเพื่อเดินทางสู่แหล่งท่องเที่ยว ต่อไป สุดท้าย เวลาส่วนใหญ่กลับต้องเสียไปกับการนั่งอยู่บนรถ
ึ7. เมื่อจะเดินทางท่องเที่ยวกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตาทั้งครอบครัว ซึ่งอาจจะมีเพียงครั้งสองครั้งในแต่ละปี หากเป็นไปได้ควรเลือกเดินทางท่องเที่ยวในช่วงวันธรรมดา โดยใช้การลาพักร้อนในช่วงที่เด็กๆ ปิดเทอม หรือในช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ที่่ไม่ใช่วันนักขัตฤกษ์ ซึ่งมีวันหยุดต่อเนื่องหลายวัน หรือในช่วงเทศกาลหยุดยาวต่างๆ เช่น ปีใหม่ สงกรานต์ เพราะในช่วงเวลาดังกล่าวผู้คนจะออกเดินทางท่องเที่ยวกันมากมาย ต้องแย่งกันกินกันเที่ยว แย่งกันถ่ายภาพตามมุมสวยๆ เพราะฉะนั้น จะเที่ยวทั้งทีอย่างมีความสุขสุดๆ กับครอบครัว ก็ควรหลีกเลี่ยงช่วงเวลาดังกล่าว

หอศิลป์ริมน่าน อ.เมือง จ.น่าน
้เีรียนรู้โลกกว้างตั้งแต่เล็ก : สิ่งควรรู้เสริมสร้างนิสัยการเรียนรู้
เยาวชน เป็นวัยแห่งการเจริญเติบโตเป็นวัยแห่งการศึกษาเรียนรู้ ทั้งการเรียนรู้ในหลักสูตรในระบบ การศึกษาและการเรียนรู้นอกตำรา การเดินทางท่องเที่ยวนั้น เป็นการเรียนรู้และเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในโลกกว้างที่ดียิ่ง หากเด็กและเยาวชนที่ได้รับการปลูกฝังให้มีนิสัยรักการเดินทางท่องเที่ยว และรู้จักที่จะท่องเที่ยวเพื่อการเรียนรู้โลกกว้างอย่างถูกวิธี โดยมีการชี้แนะแนวทางที่ถูกต้องจากผู้ใหญ่แล้ว เยาวชนผู้นั้นก็จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีหูตากว้างไกล และเป็นผู้ที่มีนิสัยรักการเรียนรู้อย่างไม่จบสิ้น เรามาช่วยกันส่งเสริมให้พวกเขาเป็นนักเดินทางผู้ยิ่งใหญ่ด้วยวิธีง่าย ๆ กันดีกว่า
การพา เด็กๆ ออกไปเดินทางท่องเที่ยวนั้น วัยที่เหมาะสมนาจะเริ่มจากช่วงอายุ 3 ขวบขึ้นไป เพราะหากเล็กกว่านั้น เด็กๆ อาจบอบบางเกินกว่าจะเดินทางท่องเที่ยวไกลๆ และยังเล็กเกินไปที่จะช่วยเหลือตัวเอง หรือเล็กเกินไปสำหรับการสนใจ เรียนรู้และจดจำสิ่งต่างๆ จากการเดินทางท่องเที่ยว
ควร เลือกแหล่งท่องเที่ยวที่เหมาะสมกับวัยของนักเดินทางตัวน้อย ซึ่งมักจะต้องพิจารณาตามความสนใจของเด็กในแต่ละวัย ในปัจจุบันก็มีแหล่งท่องเที่ยวเพื่อการศึกษาเรียนรู้ของเด็กๆ รูปแบบทันสมัยมากมาย เช่น สวนสัตว์ พิพิธภัณฑ์เด็ก พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ พิพิธภัณฑ์รูปแบบใหม่ๆ เหล่านี้ มิใช่พิพิธภัณฑ์นิ่งๆ แบบโบราณอีกต่อไป แต่มักจะสร้างขึ้นให้เด็กๆ มีโอกาสทดลอง จับต้อง เรียนรู้ได้ด้วยการสัมผัส
หาก พาเด็กๆ ไปเที่ยวทะเลหรือแม่น้ำ ควรเลือกหาดที่มีความลาดชันน้อย ประเภทเดินน้ำลงไป 100-200 เมตร ระดับน้ำก็ัยังไม่ลึก ไม่เป็นอันตราย ซึ่งจะปลอดภัยกับเด็ก และผู้ปกครองก็จะได้ปล่อยให้เด็กสนุกสนานกับท้องทะเลและสายน้ำ ได้อย่างเต็มที่
พ่อ แม่ ควรมีกิจกรรมเรียนรู้โลกกว้างร่วมกันกับลูกๆ เช่น เ่ล่นน้ำ ก่อปราสาททราย พายเรือด้วยกัน เพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดีในครอบครัว และเป็นผู้ชี้แนะแนวทางแห่งการเรียนรู้และเป็นผู้ถ่ายทอดประสบการณ์ในการ เดินทางไปสู่เด็กๆ
พ่อ แม่ควรเป็นแบบอย่างนักเดินทางที่ดีสำหรับลูกๆ เป็นนักเดินทางที่กระหายต่อการเรียนรู้ เป็นนักเดินทางผู้มีความรักในธรรมชาติและรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ไม่ส่งเสียงดัง ไม่ทำลายธรรมชาติ เป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับการไม่ทิ้งขยะในแหล่งท่องเที่ยว ปฏิบัติตามกฎระเบียบของสถานที่ท่องเที่ยว มีวินัยและเคารพสิทธิของผู้อื่นที่ใช้แหล่งท่องเที่ยวร่วกัน

ตำนานเวียงป้อ ตำนานอำเภอเวียงสา ประตูหน้าด่านของจังหวัดน่าน

เวียงป้อ (อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน) ตาม ตำนานที่ไม่มีประวัติที่ทางราชการจัดทำขึ้นแต่อย่างใด เพียงแต่ได้มีคนรุ่นเก่าและอดีตข้าราชการรุ่นเก่าๆ เ่ล่าสืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคน ซึ่งสอดคล้องกับหลักฐานสำคัญทางโบราณวัตถุและปูชนียวัตถุ ซึ่งพอจะเป็นที่ยืนยันและเชื่อถือได้ กล่าวว่า อำเภอเวียงสา เดิมชื่อ "เวียงป้อ-เวียงพ้อ" คำว่า เวียงพ้อ หรือ "เวียงป้อ" นั้น คำว่า "เวียง" หมายถึง เมือง ส่วนคำว่า พ้อ หรือ "ป้อ" นั้น ความหมายทางภาษาเหนือ หมายถึง การรวมกันเข้าเป็นกลุ่มเพื่อเตรียมการทำกิจกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง
(การออกเสียงตัว พ ของทางภาคเหนือมักจะออกเสียงเป็นตัว ป)

เวียงป้อ หรือ เวียงสา อ.เวียงสา จ.น่าน
ตามตำนานเล่าว่า "เมื่อครั้งแต่โบราณนั้น เมื่อก่อนนั้น เมืองป้อมีผู้คนไม่มากนัก ภูมิประเทศส่วนใหญ่ก็เป็นป่าละเมาะและป่าดงดิบ เป็นที่อยู่ของ
สัตว์ป่ามากมายหลายชนิด มีสัตว์ตัวใหญ่รูปร่างลักษณะคล้ายวัวกระทิง แต่สูงกว่าและดุร้ายมาก ชอบออกหากินในเวลากลางคืน อาหารของสัตว์
ประเภทนี้ก็คือ ซากศพของคนที่ถูกฝังไว้ บางครั้งก็ไล่ขวิดคนเดินทางกลางคืนตายและจะดูดเลือดกินเป็นอาหาร ชาวบ้านเรียกว่า "วัวโพง"
จึงเป็นที่หวาดกลัวของชาวบ้านเป็นอย่างมาก ไม่กล้าออกไปทำงานในเวลาพลบค่ำ จึงมีการตั้งเวรยามเฝ้าหมู่บ้าน โดยมีการก่อกองไฟรอบๆ
หมู่บ้าน แต่ก็ยังมีข่าวการทำร้ายชาวบ้านอยู่อย่างหนาหู ชาวบ้านจึงประชุมกันจัดทำรั้วไม้แน่นหนา แล้วให้ชาวบ้านมารวมกันอยู่เป็นกลุ่มในเวลากลางคืน เพื่อดูแลความปลอดภัยจากวัวโพง พอเวลาใกล้พลบค่ำ ยามจะเคาะกะหลก (เกราะไม้) ให้ชาวบ้านมาป้อกัน (รวมกัน) ในรั้วกำแพงไม้แก่น ณ ที่ราบบริเวณปากแม่น้ำสา ทำเช่นนี้อยู่หลายปี ต่อมาก็มีการตั้งชายฉกรรจ์เป็นกลุ่มไปไล่ล่าวัวโพง แต่ก็ไม่มีใครฆ่าวัวโพงได้เลย นานเข้าวัวโพงก็ไม่มาอาละวาดและเลือนรางไป แต่คำว่า "ไปป้อกันในกำแพงไม้แก่น" จึงกลายมาเป็นชื่อเมือง เรียกว่า "เมืองป้อ" นั่นเอง

เวียงป้อ(เวียงสา) ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของเมืองน่าน ห่างจากเมืองน่าน 25 กิโลเมตร มีหลักฐานการตั้งบ้านเรือนมานานแล้ว จากการศึกษา
ในยุคหินและเครื่องมือหินต่างๆ เช่น หินตุ่น ขวานหิน มีดหิน ตลอดถึงเครื่องปั้นดินเผาและเครื่องใช้ต่างๆ ก็ปรากฎว่ามีคนอาศัยอยู่บริเวณที่เป็น
ที่ตั้งเมืองป้อนี้แล้ว และปรากฎหลักฐานซากวัดร้างต่างๆ เช่น
วัดบุญนะ สถานที่ตั้งตลาสดเทศบาลเวียงสา
วัดต๋าโล่ง อยู่ห่างจากวัดผาเวียงไปทางทิศตะวันออกประมาณ 4 กิโลเมตร
วัดมิ่งเมือง สถานที่ตั้งสำนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคอำเภอเวียงสา
วัดป่าแพะน้อย อยู่ห่างจากวัดวิถีบรรพต ไปทางทิศตะวันตก 1 กิโลเมตร
วัดสะเลียม อยู่ห่างจากวัดสะเลียมใหม่ (ตำบลยาบหัวนา) 800 เมตร
วัดหินล้อม อยู่ห่างจากวัดสะเลียมใหม่ (ตำบลยาบหัวนา) 2 กิโลเมตร

เวียงป้อ เป็นเมืองที่อยู่ใกล้นครน่าน ผลกระทบและอิทธิพลด้านต่างๆ มักได้รับพร้อมกันกับนครน่าน และเนื่องจากการเดินทางติดต่อ
โดยทางบกใช้เวลาเดินทางประมาณ 6-8 ชั่วโมง ถ้าหากขี่ม้าเร็วก็จะประมาณ 2-3 ชั่วโมง การเดินทางติดต่อทางน้ำใช้เวลาประมาณ 5-6 ชั่วโมง
ที่ตั้งของเวียงป้อ มีภูมิประเทศล้อมรอบไปด้วยภูเขา ซึ่นคนพื้นบ้านเรียกว่า "ดอย" มีดอยต่างๆ รอบเวียงป้อ ดังนี้
ดอยนางนอน เป็นดอยทอดยาวจากทางทิศตะวันตกลงไปทางทิศใต้ลักษณะคล้ายหญิงสาวนอน
ดอยผาง่าม เป็นเทือกดอยทอดยาวจากทิศใต้ไปทางทิศตะวันออก ยอดสูงสุดมีลักษณะคล้ายสองง่าม
ดอยภูคำ เป็นเทือกดอยทอดยาวมาจากทิศตะวันออกขึ้นไปทางทิศเหนือ ลักษณะสูงกว่าดอยลูกอื่นๆ
ดอยพระบาตรหรือดอยข้าวบาตร เป็นดอยที่อยู่ทางทิศตะวันตก เป็นที่ตั้งของบ้านใหม่ดินแดง ดอยลูกนี้ใช้เป็นที่พักอาศัยเมื่อมีอุทกภัยครั้งใหญ่หลายครั้ง
ดอยภูเพียงหรือดอยภูเปียง เป็นดอยเชื่อมต่อกับดอยพระบาตร เป็นที่ตั้งของหมู่บ้านภูเพียง
ดอยเขาแก้ว ตั้งอยู่ทางทิศเหนือในเขตพื้นที่ตำบลน้ำปั้ว

ตามที่เมืองป้อตั้งอยู่ที่ราบระหว่างดอยต่างๆ ดังได้กล่าวมาแล้ว ยังทำให้เกิดลำน้ำหลายสายไหลลงสู่แม่น้ำน่าน ได้แก่ ลำน้ำแม่สาคร ลำน้ำว้า ลำน้ำสา ลำน้ำแหง ลำน้ำมวบ ลำน้ำสาลี่ ตลอดถึงสายน้ำน่าน และสายน้ำว้าเดิมที่เปลี่ยนเส้นทางเดินกลายสภาพเป็นหนองน้ำซึ่งมีอยู่มากมาย ชาวบ้านเรียกว่า "น้ำครก" และสายธารอื่นๆ อีกมากมายที่ไหลลงสู่แม่น้ำน่าน จึงทำให้เมืองป้อเมืองเล็กๆ แห่งนี้อุดมสมบูรณ์

เมืองป้อ เคยเป็นหัวเมืองประเทศราช ขึ้นกับเมืองน่าน พงศาวดารน่านได้บันทึกไว้กล่าวถึงเมืองป้อ ดังนี้
1. สมัยพระยาหน่อเสถียรไชยสงครามปกครองนครน่าน เจ้าผู้ครองนครน่าน ลำดับที่ 35 ได้ทราบตำนานวัดพระธาตุแช่แห้ง
จึงได้เชิญให้เจ้าเมืองป้อไปเป็นหัวหน้าช่างไม้บูรณะวัดพระธาตุแช่แห้ง ราว พ.ศ.2123-2127 นับเป็นเหตุการณ์ที่แสดงให้เห็นว่าเวียงป้อเป็นที่ขึ้นตรงต่อน่าน
2. ใน พ.ศ. 2139 พระเจ้าเจตบุตรพรหมมินทร์ เจ้าผู้ครองนครน่าน องค์ที่ 36 ก็ได้เสด็จเมืองป้อและได้สร้างวัดดอนแท่นไว้เป็นอนุสรณ์
3. เมื่อ พ.ศ.2243-2251 เมืองน่านและเมืองประเทศราชถูกพม่าเผา ทำลาย เสียหายทั้งเมือง ตลอดถึงวัดวาอาราม ผู้คนถูกฆ่าจำนวนมาก
ชาวบ้านแตกตื่นหนีภัยสงครามเข้าไปซ่อนตัวอยู่ในป่า ในถ้ำ ทิ้งเมืองร้าง เมืองป้อก็ได้รับผลของสงคราม
เช่น หลักฐานมีวัดร้างซึ่งสร้างบนที่ดอนหลายแห่งถูกทอดทิ้ง ไม่มีเหตุผลใดนอกจากชาวบ้านทิ้งบ้านเรือนหนีเข้าไปอยู่ในป่า
4. เมื่อ พ.ศ. 2247-2251 เมื่อเหตุการณ์ทางพม่าสงบลง ก็มีกองทัพแกว(เวียดนาม) และกองทัพลาวบุกเข้ามากวาดต้อนผู้คนเมืองน่าน และเมืองป้อ อีกครั้งหนึ่งด้วย
5. ผลกระทบของเมืองป้อได้รับจากฝ่ายพม่าอีกครั้งหนึ่งก็คือ พ.ศ. 2322 เมืองน่านขาดผู้ครองนคร กองทัพพม่าเข้ามากวาดต้อนผู้คนไปไว้ในเมืองเชียงแสน ทิ้งเมืองให้เป็นเมืองร้าง จึงเป็นยุคที่เสื่อมโทรมอย่างยิ่ง

ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่าเวียงป้อเป็นเมืองร้างนานถึง 15 ปี อำเภอเวียงสาขณะที่ยังไม่ได้สร้างเป็นเมืองหรือเวียงนั้น ได้ถูกสร้างขึ้นเป็นเมืองหรือเวียง
โดยเจ้าผู้ครองนครน่านชื่อ เจ้าฟ้าอัตถวรปัญโญ คือหลังจากสร้างกรุงรัตนโกสินทร์ได้เพียง 15 ปี

สนง. เทศบาล ต.เวียงสา อดีตที่ว่าการ อ.สา ซึ่งในหลวงและพระราชินีเคยเสด็จมาประทับ
เจ้าฟ้าอัตถวรปัญโญ ได้กำหนดหลักเมืองป้อ ไว้ที่วัดศรีกลางเวียง
นับเป็นสิริมงคลของบ้านเมืองเวียงป้อ ครั้นเมื่อ พ.ศ. 2338 เจ้า ฟ้าอัตถวรปัญโญ ก็ได้สร้า้งปราสาทหอธรรม และพระพุทธรูป 1 องค์ไว้ที่วัดศรีกลางเวียง ส่วนหลักเมืองนั้น สันนิษฐานว่าคงจะเป็นองค์พระเจดีย์ที่อยู่ลานทิศตะวันออกเฉียงเหนือของวิหาร วัดศรีกลางเวียง ปัจจุบันได้ย้ายไปอยู่หลังโบสถ์ ในสมัยพระเจ้าอัตถวรปัญโญ เจ้าผู้ครองนครน่านสมัยนั้น ตรงกับพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชครองกรุงรัตนโกสินทร์ ์นับเป็นเจ้าเมืองน่านที่มีพระมหากรุณาธิคุณต่อคนเมืองป้อเป็นอย่างยิ่ง โดยได้บูรณะเมืองป้อ ดังนี้
1. สร้างฝายน้ำสาขึ้นที่บ้านวังแข หมู่ที่ 3 ตำบลปงสนุก สร้างด้วยไม้ เรียกว่า ฝายไม้หัวล่อง
2. ท่านทรงเดินทางไปเมืองเชียงแสน รับเอาผู้คนชาวเมืองน่านที่ถูกพม่ากวาดต้อนไป กลับมาสู่เมืองน่าน
3. สร้างเวียงป้อขึ้นมาใหม่ หลังจากถูกทิ้งร้างไม่มีผู้คนอาศัยเป็นเวลาหลายสิบปี นับว่าท่านเจ้าฟ้าอัตถวรปัญโญเป็นผู้มีพระคุณอันใหญ่หลวง
แก่ชาวเมืองป้อเป็นอันมาก
4. การสร้างเมืองในสมัยนั้น ใช้ไม้แก่นฝังเป็นหลักสี่มุมเมือง ซึ่งเจ้าอัตถวรปัญโญได้กำหนดเมืองมีขนาดกว้างพันวาสี่แจ่ง (สี่มุม)
โดยยึดเอาวัดศรีกลางเวียงเป็นศูนย์กลาง คือ
        ทิศตะวันออก ถือเอาวัดพระบาท ถึง วัดศรีกลางเวียง 500 วา
        ทิศตะวันตก ถือเอาวัดมิ่งเมือง ถึง วัดศรีกลางเวียง 500 วา
        ทิศเหนือ ถือเอาวัดกลางเวียงไปเป็นระยะ 500 วา สร้างอะมอก (ป้อมปืนใหญ่) เหนือ
        ทิศใต้ นับจากวัดศรีกลางเวียงไปเป็นระยะ 500 วา สร้างอะมอกได้
5. ทำเลที่ตั้ง ทิศเหนือ อาศัยลำน้ำสาเป็นคูเมืองไปในตัว ทิศตะวันตกตลอดแนวถึงทิศใต้ ขุดลำเหมือง (คลองส่งน้ำ) เป็นคูเมือง (ปัจจุบันนี้ยังมีปรากฎอยู่) ส่่วนทางทิศตะวันออกอาศัยแม่น้ำน่านเป็นคูเมืองไปในตัวกำแพงเมือง ปรากฎมีซากบริเวณทุ่งนาศรีนวล (ดังแผนที่)

เวียงป้อ(เวียงสา) เป็นเมืองหน้าด่านของเมืองน่าน ในการติดต่อเมืองแพร่ก็ผ่านเวียงป้อ ติดต่ออุตรดิตถ์ก็ผ่านเวียงป้อได้ทั้งทางบกและทางน้ำ
ยามใดมีข้าศึกมาทางเมืองแพร่ แม่ทัพเวียงป้อก็ออกต่อสู้อย่างกล้าหาญ เป็นที่เล่ากันว่า เมื่อเวียงป้อ
ได้เปลี่ยนชื่อไปเป็นเวียงสาตามชื่อของลำน้ำสา มีข้าศึกมารบ เจ้าเวียงสาออกสู้รบกับข้าศึกศัตรู ท่านถูกลูกอะมอกกลิ้งไปสามไ่ร่นา
ไ่ม่เป็นอันตรายแต่อย่างใด กลับลุกขึ้นต่อสู้ข้าศึกจนกระทั่งตัวของท่านเป็นสีแดงด้วยเลือด
ข้าศึกพ่ายแพ้หนีไปสิ้น เมื่อเสร็จศึกก็ไม่สามารถแกะดาบออกจากมือของท่านได้ จำเป็นต้องต้มน้ำอุ่นล้างเลือดข้าศึกแล้วแกะดาบออกจากมือ
เจ้าเมืององค์นั้นคือ "เจ้าน้อยจันต๊ะวงสา" ต่อมาได้รับพระราชทานนามว่า "เจ้ามหาเทพวงษารัฐ"
เมื่อ พ.ศ. 2427 ซึ่งเป็นต้นตระกูล "วงษารัฐ" นับแต่นั้นมา แต่ชาวเวียงสามักเรียกติดปากทั่วไปว่า "เจ้าหลวงเวียงสา"

จนกระทั่ง พ.ศ. 2440 มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติลักษณะการปกครองท้องที่ ร.ศ.116 ได้เปลี่ยนแปลงการปกครองเวียงป้อไปขึ้นกับแขวงบริเวณน่านใต้ ต่อมาถูกตั้งเป็น "กิ่งอำเภอเวียงสา" แล้วได้รับการยกฐานะเป็น "อำเภอบุญยืน" ในปี พ.ศ.2461

ปี พ.ศ.2482 เปลี่ยนชื่อจากอำเภอบุญยืน อำเภอสา ก่อนเปลี่ยนเป็น อำเภอเวียงสา ในปี พ.ศ. 2526 ซึ่ง 2 ชื่อหลัง ตั้งตาม "ลำน้ำสา"
ลำน้ำสำคัญของอำเภอที่มีต้นสาขึ้นอยู่เต็ม

อ.เวียงสา เป็นดังประตูสู่เมืองน่าน เพราะถ้าจะเดินทางสู่น่านไปตามถนนสายหลักนั้น ต้องผ่าน อ.เวียงสาก่อน ซึ่งในวันที่ 16 มีนาคม พ.ศ.2501
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ เยี่ยมราษฎรภาคเหนือ จากแพร่สู่ที่ว่าการอำเภอสา(ชื่อในขณะนั้น) ด้วยพระราชพาหนะรถจิ๊ป และโปรดเกล้าให้พสกนิกรเข้าเฝ้าฯ ณ หน้ามุขชั้น 2 ของที่ว่าการอำเภอสา จากนั้นจึงเสด็จฯ ต่อไปยังศาลากลางจังหวัดน่านในขณะนั้น (ปัจจุบันคือ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่าน)

การเสด็จฯครั้งนั้นของ 2 พระองค์ นำความปลาบปลื้มปีติของชาวอำเภอเวียงสามาจนถึงทุกวันนี้

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

ข้อมูลทั่วไป
: อำเภอเวียงสา

คำขวัญ "ประตูสู่น่าน ตำนานชนตองเหลือง เมืองเจ็ดสายน้ำ งามล้ำวัดบุญยืน เริงรื่นแข่งเรือออกพรรษา บูชาพระธาตุจอมแจ้ง"

ที่ตั้ง ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของจังหวัดน่าน ก่อนถึงตัวอำเภอเมืองน่านห่างจากตัวจังหวัดน่านเป็นระยะทางประมาณ 25 กิโลเมตร ตามทางหลวงหมายเลข 101
(แพร่-ต่อเขตเทศบาลเมืองน่าน) อยู่ห่างจากกรุงเทพมหานคร เป็นระยะทาง 643 กิโลเมตร

อาณาเขต อำเภอเวียงสามีอาณา เขตติดต่อกับเขตการปกครองข้างเคียงดังต่อไปนี้
ทิศเหนือ ติดต่อกับอำเภอบ้านหลวง อำเภอเมืองน่าน อำเภอภูเพียง และอำเภอแม่จริม
ทิศตะวันออก ติดต่อกับแขวงไชยะบุรี สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
ทิศใต้ ติดต่อกับอำภอนาน้อย
ทิศตะวันตก ติดต่อกับอำเภอร้องกวาง และอำเภอสอง จังหวัดแพร่

แหล่งท่องเที่ยวในอำเภอเวียงสา

วัดบุญยืนพระอารามหลวง ตั้งอยู่ที่ หมู่ที่ 4 ตำบลกลางเวียง อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน วัดบุญยืนเป็นพระอารามหลวง มีพระพุทธรูปยืนปาง เป็นพระประทานในพระอุโบสถ ได้รับพระราชทานโปรดเกล้าให้เป็นพระอารามหลวง มีโรงเรียนพระปริยัติธรรม

วัดบุญยืน อ.เวียงสา จ.น่าน
วัดศรีกลางเวียง เป็นวัดเก่าแก่ คู่อำเภอเวียงสามายาวนาน มีความงดงามทางด้านศิลป ปูนปั้นประดับกระจกสี ที่วิจิตรสวยงาม
วัดศรีกลางเวียง อ.เวียงสา จ.น่าน

สวนสุขภาพเฉลิมพระเกียรติฯ ม. 3 ตั้งอยู่บริเวณริมฝั่งแม่น้ำสา เป็นสถานที่พักผ่อน เล่นกีฬา ออกกำลังกาย
สวนสุขภาพเฉลิมพระเกียรติ อ.เวียงสา จ.น่าน

หอชมวิวเทศบาลตำบลเวียงสา ตั้งอยู่บริเวณริมฝั่งแม่น้ำน่าน โดยจากจุดสูงสุดของหอชมวิว สามารถมองเห็นทัศนียภาพภายในเขตเทศบาลตำบลเวียงสาได้

หอชมวิวเทศบาลตำบลเวียงสา อ.เวียงสา จ.น่าน

หนีร้อนไปเที่ยวป่าใกล้เมืองน่าน แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรน่าน

แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรน่าน จังหวัดน่าน
ท่องเที่ยวเชิงเกษตรน่าน จ.น่าน
การท่องเที่ยวเชิงเกษตรกรรม (Agrotourism) เป็นรูปแบบใหม่ของการท่องเที่ยวสำหรับประเทศไทย ที่จะท้าให้มีการกระจายรายได้เข้าไปยังท้องถิ่นอย่างแท้จริงด้วย การน้านักท่องเที่ยวเข้าไปท่องเที่ยวในชุมชนภาคเกษตรกรรม เพื่อเรียนรู้วิถีชีวิตของชุมชน และศึกษาหาประสบการณ์ ความรู้ในเรื่อง “เกษตรกรรม” ซึ่งอาจเป็นไปได้ทั้ง เกษตรกรรมแผนใหม่ เกษตรกรรมผสมผสาน หรือเกษตรกรรมทางเลือกที่ปลอดสารเคมีก็ได้ ทั้งนี้ ผู้ที่มาจากสังคมเมือง หรือสังคม อุตสาหกรรม เมื่อได้เข้ามาสัมผัสกับสังคมเกษตรกรรม จะได้รับการพักผ่อนหย่อนใจ ความเพลิดเพลิน และในโอกาสเดียวกัน ก็จะได้รับความรู้ ประสบการณ์ที่แตกต่างจากชีวิตประจ้าวัน ที่ใกล้ชิดธรรมชาติ สงบ เรียบง่าย อีกด้วย

การพักแรมในหมู่บ้านเกษตรกรรม(Homestay) ว่า เป็นสิ่งที่น่าสนใจ สามารถจะพัฒนาให้มีการจัดการที่เหมาะสม จะท้าให้การด้าเนินกิจกรรมดังกล่าว กระจายรายได้ไปสู่ชาวบ้านในชุมชนเกษตรกรรมได้ในสัดส่วนที่เหมาะสม

การจัดการท่องเที่ยวแบบ Agrotourism
ในแนวคิดของวิทยากรได้เน้นชัดเจนว่า มิใช่เป็นแนวทางของ Eco-tourism หรือ Soft-tourism แต่อยู่ในเงื่อนไขความเป็นจริง ที่ว่า หากไม่ค้านึงถึงสภาพแวดล้อม วัฒนธรรม และระบบนิเวศแล้ว การด้าเนินกิจกรรมการท่องเที่ยวแบบนี้ก็จะท้าลายตัวของตัวเองลงอย่างแน่นอน

ความเป็นมาของการจัดการท่องเที่ยวแบบ Agrotourism ในประเทศเยอรมัน เกิดจากการที่ชาวชนบทในประเทศเยอรมัน ต้องการจะด้าเนินกิจกรรมบางอย่างที่รื้อฟื้นวัฒนธรรมเก่าแก่ขึ้นมาเพื่อความ ภาคภูมิใจภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จึงได้จัดเทศกาล งานละเล่นต่างๆแบบโบราณขึ้น เมื่อมีการจัดกิจกรรมต่างๆดังกล่าว ก็เริ่มมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าชม เกิดการเข้าพักแรม ในบ้าน หรือฟาร์มของตน นักท่องเที่ยวจากในเมืองซึ่งมีชีวิตแบบชุมชนเมือง มีความต้องการสัมผัสกับวิถีชีวิตที่เรียบง่ายเป็นธรรมชาติ ต้องการเรียนรู้ในเรื่องการดูแลวัวและฟาร์ม ซึ่งนอกจากจะได้รับความรู้ความเข้าใจในวัฒนธรรมความเป็นอยู่ของชาวชนบท และการดูแลกิจการโคนมแล้ว ยังเป็นการพักผ่อนที่ดี เกิดความสบายใจ และ ประทับใจ ในความมีน้้าใจไมตรีของชุมชนชนบท อีกด้วย

ท่องเที่ยวเชิงเกษตรน่าน จ.น่าน
แนะนำเส้นทางแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรน่าน

จังหวัดน่านเป็นเมืองที่ราษฎรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม และอุดมไปด้วยทรัพยากรภูเขา ป่าไม้ แหล่งต้นน้้าและธรรมชาติที่สวยงาม มีแหล่งชุมชนเกษตรที่แสดงให้เห็นถึงวิถีการด้าเนินชีวิตวัฒนธรรมขนบ ธรรมเนียมประเพณีและความเป็นอยู่ของชาวบ้านในชนบทที่มีอยู่หลายเผ่าพันธุ์ และกิจกรรมการประกอบอาชีพทางด้านการเกษตรที่มีความหลากหลาย เช่น การท้านาข้าว การปลูกพืชไร่ สวนผลไม้ สวนสมุนไพร การเลี้ยงสัตว์ การประมง การปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ซึ่งจะผสมกลมกลืนกับธรรมชาติที่มีทัศนียภาพที่สวยงาม เกษตรกรรวมกลุ่มผลิตสินค้าเกษตรแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรจากไร่นา ดังนั้นการส่งเสริมท่องเที่ยวตามสถานที่ดังกล่าวนั้นจึงเป็นแนวทางหนึ่งที่ จะให้ความรู้ ให้ประสบการณ์แก่นักท่องเที่ยว สามารถสร้างรายได้จากการจ้าหน่าย สินค้า และค่าบริการในการให้บริการแก่นักท่องเที่ยวในรูปแบบต่างๆ ซึ่งจะเป็นการเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร โดยใช้ทรัพยากรที่มีอยู่แล้วในท้องถิ่นชนบทให้เกิดประโยชน์ และเป็นการช่วยแก้ปัญหาแรงงานที่ว่างงานสู่ชนบท ในสภาพที่เศรษฐกิจตกต่ำ

โครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตรในจังหวัดน่น ทั้งหมด 4 แห่ง คือ

1. โครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตรบ้านมณีพฤกษ์ บ้านมณีพฤกษ์ ตั้งอยู่ที่ หมู่ที่ 11 ต้าบลงอบ อำเภอทุ่งช้าง จังหวัดน่าน เป็นหมู่บ้านชาวเขาเผ่าม้งและเผ่าลั๊วะ สภาพภูมิประเทศที่ตั้งหมู่บ้านเป็นภูเขาสูง ตั้งอยู่ในระดับความสูงที่ 1,200 – 1,400 เมตร จึงมีสภาพอากาศหนาวเย็น มีขนบธรรมเนียม วัฒนธรรมและประเพณีประจ้าของชนเผ่า อาชีพหลักของชาวบ้านที่นี่ คือ การปลูกข้าวไร่ ปลูกกะหล่้าปลี ไม้ผลเมืองหนาว เช่น ท้อ , สาลี , พลัม อาชีพเสริมที่ใช้เวลาว่างทำ คือ ทอผ้าใยกันชง

นอกจากนี้ยังมีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ เช่น ชมดอก ชมพูภูคา ต้นเสี้ยวดอกขาว น้ำค้างแข็ง(แม่คะนิ้ง) ถ้ำผาผึ้ง น้ำตก จุดชมวิว ชมทะเลหมอก(ดอยผาผึ้ง)และสัมผัสบรรยากาศที่หนาวเย็น ในอดีตเคยเป็นสมรภูมิการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย จึงมีทั้งที่ตั้งฐานปฏิบัติการของทหาร และำถ้ำที่หลบซ่อนของสหาย ซึ่งจะเที่ยวหาดูได้ในพื้นที่รอบๆหมู่บ้านมณีพฤกษ์นี้

ท่องเที่ยวเชิงเกษตรบ้านมณีพฤกษ์ อ.ทุ่งช้าง จ.น่าน

ท่องเที่ยวเชิงเกษตรบ้านมณีพฤกษ์ อ.ทุ่งช้าง จ.น่าน
2. โครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตรบ้านสันเจริญ บ้าน สันเจริญ หมู่ที่ 6 ต้าบลผาทอง อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน เป็นหมู่บ้านที่อยู่อาศัยของชนเผ่าเมี่ยน ซึ่งเป็นชนเผ่าที่อพยพมาจากมณฑลยูนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน เดินทางเข้าสู่ประเทศไทย มาตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณสวนยาหลวง หรือยอดภูสันในปัจจุบัน เดิมมีอาชีพปลูกฝิ่นบนดอยสวนยาหลวง ปัจจุบันชาวบ้านปลูกข้าวไร่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และลิ้นจี่ ทดแทนฝิ่น โดยเฉพาะการปลูกกาแฟพันธุ์อะราบิก้า ซึ่งเป็นพืชที่ให้ผลผลิตดี รายได้ต่อเนื่องกันหลายปี จึงพากันปลูกกาแฟ ทดแทนพืชไร่อื่นๆ ปัจจุบันมีพื้นที่ปลูกกาแฟบนภูสันมีประมาณ 3,000 ไร่ ซึ่งปลูกตามเชิงเขาสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 800 – 1,000 เมตร หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า สวนยาหลวง มีอากาศหนาวเย็นตลอดปี เกษตรกรรวมกลุ่มจดทะเบียนเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชน มีการแปรรูปกาแฟ เป็นกาแฟผงสำเร็จรูปเพื่อจำหน่าย ชิมกาแฟสดจากไร่ การเก็บเกี่ยวกาแฟในไร่ และขึ้นไปชมทัศนีย์ภาพบนยอดดอยสวนยาหลวง ด้านวัฒนธรรมการเกษตรแบบดั้งเดิม คือการเก็บเกี่ยวข้าวไร่

แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติเช่น น้ำออกรู น้ำตกภูสัน การอนุรักษ์พันธุ์ปลา ต้นต๋าว รวมไปถึงการอนุรักษ์ผืนป่าของชาวบ้าน นอกจากนี้นักท่องเที่ยวยังจะได้สัมผัสกับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ และวัฒนธรรมประเพณีของชนเผ่าเมี่ยน

ท่องเที่ยวเชิงเกษตรบ้านสันเจริญ อ.ท่าวังผา จ.น่าน

ท่องเที่ยวเชิงเกษตรบ้านสันเจริญ อ.ท่าวังผา จ.น่าน
3. โครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตรตาบลเรือง ตำบลเรือง อ.เมือง ตั้งอยู่ห่างจากที่ว่าการอำเภอเมืองน่าน ประมาณ 5 กิโลเมตรมีลักษณะพื้นที่เป็นป่าไม้ ภูเขาสูงสลับซับซ้อน เป็นแหล่งกำเนิดของต้นน้ำลำธารและมีลำห้วยผ่านหลายสาย สภาพพื้นที่แบ่งเป็นพื้นที่ราบร้อยละ 30 พื้น ที่ดอนร้อยละ 10 พื้นที่ลาดเชิงเขาและภูเขาร้อยละ 60 ป่าห้วยหลวงมี เนื้อที่ไม่ต่้าว่า 15,000 ไร่ ซึ่งทางราชการประกาศให้เป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติสภาพ ป่าห้วยหลวงเป็นป่าดิบชื้น ประกอบด้วยไม้หลากหลายสายพันธุ์ มีต้นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่มากมาย เป็นอยู่อาศัยของสัตว์ป่ามากมาย เช่น เก้ง หมูป่า เลียงผา เป็นต้นชาวบ้านพึ่งพาป่าห้วยหลวงอย่างเข้าใจสามารถอนุรักษ์ป่าผืนนี้มาอย่าง ต่อเนื่องไม่ว่าจะเป็นการจัดการสวนเมี่ยง การหาอาหารป่า ตลอดจนยาสมุนไพร อาจกล่าวได้ว่า ป่าห้วยหลวงเป็นหม้อยาขนาดใหญ่ที่สามารถน้ามาบ้ารุงรักษาคนได้อย่างดี เต่าปูลู ซึ่งเป็นสัตว์เลื้อยคลานชนิดหายาก ถูกจัดให้อยู่ในสถานภาพใกล้สูญพันธุ์ และเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535

วิถีชีวิตชาวตำบลเรือง ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก และเมี่ยงเป็นพืชเศรษฐกิจที่ส้าคัญของต้าบลเรือง “ ต้นเมี่ยง คือ ต้นเงินต้นทองของชาวตำบลเรือง ” จากชื่อเสียงเกี่ยวกับความเข้มแข็งของชุมชน และศักยภาพด้านความอุดมสมบูรณ์ของป่า วิถีชีวิตของคน กับป่า ที่พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน การการท่องเที่ยวจึงเน้น ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตรและอนุรักษ์ ซึ่งปัจจุบันเป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับความหลากหลายทางธรรมชาติ กิจกรรมการเดินป่า เที่ยวชมน้ำตกดอยหมอก พักแรมค้างคืนสัมผัสธรรมชาติอย่างใกล้ชิดชิมอาหารป่า (หลามปลี หลามหวาย หลามผักกูด หลามยาสมุนไพร)

ท่องเที่ยวเชิงเกษตรตำบลเรือง อ.เมือง จ.น่าน

เต่าปูลู ท่องเที่ยวเชิงเกษตรตำบลเรือง อ.เมือง จ.น่าน

4. โครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตรตาบลศิลาเพชร ตำบล ศิลาเพชร อ.ท่าวังผา เดิมชื่อเมืองล่าง ตั้งขึ้นโดย พญาภูคา เมื่อ ปี พ.ศ.1820 เป็นตำบลที่มีประวัติความเป็นมายาวนาน เป็นต้นก้าเนิดของผู้ครองนครน่าน สามารถเดินทางเข้าสู่ต้าบลทางถนนสายปัว - บ้านน้้ายาว อยู่ห่างจากที่ว่าการอ้าเภอประมาณ 12 กม. เป็นถนนลาดยางตลอดเส้นทาง และสามารถเข้าสู่ตำบลได้อีก 2 ทาง คือทางต้าบลยม อ้าเภอท่าวังผา และทางอำเภอสันติสุข มีลักษณะที่ตั้งของต้าบลเป็นที่ราบติดกับเชิงเขา (ดอยภูคา) พื้นที่เป็นป่าไม้ ภูเขาสูงสลับซับซ้อนเป็นแหล่งก้าเนิดของต้นน้้า ลำธารและที่มาของ น้าตกศิลาเพชร (ชื่อของต้าบล) น้าตกวังต้นตอง และเป็นเส้นทาง กิจกรรมการเดินป่า

ในแหล่งท่องเที่ยว ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวไทยลื้อ ซึ่งมีขนบธรรมเนียม วัฒนธรรมและประเพณี ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของชุมชน ชาวบ้านประกอบอาชีพเกษตรกรรม (ปลูกพืช เลี้ยงสัตว์และประมง) จนเกิดมีศูนย์การเรียนรู้ชุมชนสามพี่น้อง (โดยปราชญ์ชาวบ้าน) และแปลงไร่นาสวนผสม ที่ชนะเลิศในปี 2551 และปี 2552 ตามลำดับ จัดให้เป็นกิจกรรมฐานการศึกษาเรียนรู้ให้แก่นักท่องเที่ยว สำหรับงานด้านหัตถกรรมและการแปรรูปผลผลิต ได้มีการรวมกลุ่มแม่บ้านเกษตรกร ผลิตผ้าทอลายน้าไหลไทลื้อ ที่เป็นศิลปะการทอผ้าด้วยมือ และผลิตภัณฑ์แปรรูปอาหาร กลุ่มผู้สูงอายุรวมกลุ่มท้าไม้ประดิษฐ์ เครื่องปั้นดินเผาหลังการเก็บเกี่ยวข้าว ผืนที่นาจะแปรสภาพไปเป็นแปลงปลูกพืชผักปลอดภัยจากสารพิษ เพื่อจ้าหน่ายและต้อนรับแขกผู้มาเยือน

ชุมชนไทลื้อ ท่องเที่ยวเชิงเกษตรศิลาเพชร
อ.ท่าวังผา จ.น่าน
ท่องเที่ยวเชิงเกษตรศิลาเพชร
อ.ท่าวังผา จ.น่าน
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่่ : สำนักงานเกษตรจังหวัดน่าน โทร: 054-710246 แฟกซ์ 054-757278 Email: nan@doae.go.th

เยือนคุ้มเก่าน่าน ที่อยู่ของเจ้าผู้ครองนครน่านและเจ้านายในอดีต

คุ้มของเจ้านายเมืองน่าน ส่วนใหญ่กระจาย อยู่โดยรอบคุ้มหลวงซึ่งเป็นที่ประทับของเจ้าผู้ครองนครน่าน ภายหลังตกทอดสู่ทายาท บางแห่งขายหรือยกให้เป็นที่ทำการของส่วนราชการ มีเพียงไม่กี่หลังที่ยังคงลักษณะตัวอาคารเดิม แต่ประโยชน์ใช้สอยเปลี่ยนไป หลายหลังรื้อออกแล้วขายที่ดินให้แก่ราชการและเอกชน
ภาพบันไดหอคำ คุ้มหลวง

คุ้มเจ้านายที่ยังเหลืออยู่
อาคารหอคำ คุ้มหลวงเมืองน่าน
อาคารหอคำในปัจจุบันเป็นอาคารก่ออิฐถือปูนสองชั้นแบบตรีมุขรูปแบบผสมผสาน ระหว่างศิลปะไทยและศิลปะตะวันตก โครงสร้างภายในเป็นไม้ หันหน้าไปทางทิศตะวันออก พระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช โปรดให้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.2446 ได้สร้างขึ้นแทนหลังเดิมที่เป็นเรือนไม้สักผสมไม้ตะเคียน เป็นอาคารรวม 7 หลังของพระเจ้าอนันตวรฤิทธิเดชฯ โดยสร้างตรงบริเวณคุ้มเดิม ลักษณะหอคำเป็นอาคารทรงไทยผสมศิลปะตะวันตก แบบตรีมุข 2 ชั้น มุขหน้าหันไปทิศตะวันออกตรงกับแม่น้ำน่าน ตัวอาคารก่ออิฐฉาบด้วยปูน บานประตูหน้าต่างเป็นบานเกล็ด หลังคาเป็นทรงจั่ว มุงด้วยแป้นเกล็ด มีชั้นลด 2 ชั้น ประดับช่อฟ้า ใบระกา และหางหงส์ หน้าบันด้านหน้าเป็นรูป "ตราโคอุศุภราช" อันเป็นตราประจำเมืองน่านที่ใช้ในสมัยพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชฯ ส่วนหน้าบันอื่นทั้ง 3 ด้าน สลักลวดลายเป็นรูปพญานาครา 2 ตัวเกี้ยวกวัด โดยให้ส่วนหางขดเป็นวงกลมสลักโคอยู่ตรงกลาง (รูปโคเป็นสัญลักษณ์แทน สมณโคดมองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยนัยหมายถึงจังหวัดน่านได้ยกย่องให้พระพุทธศาสนาเป็นหลักชัยของเมือง) มีบันไดทางขึ้นด้านข้างสองด้าน ล้อมรอบด้วยกำแพงอิฐทึบสี่ด้าน กำแพงด้านหน้าอยู่บริเวณหลังต้นโพธิ์ อันเป็นที่ตั้งของวัดน้อย มีศาลารายยาวตลอดแนวกำแพง ประตูทางเข้าเป็นซุ้มเรือนยอด เจ้าราชดนัย(เจ้าน้อยยอดฟ้า), โอรสองค์เล็กของพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชฯ เป็นสถาปนิกออกแบบ
หอคำ คุ้มหลวงในอดีต ด้านหน้าเป็นข่วงเมือง
หอคำ คุ้มหลวงปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์น่าน
เมื่อเจ้ามหาพรหมสุรธาดา เจ้าผู้ครองนครน่านลำดับที่ 64 ถึงแก่พิราลัยเมื่อ พ.ศ.2475 ต่อมาเจ้านายผู้เป็นบุตรหลานของเจ้าผู้ครองนครน่าน จึงร่วมใจกับมอบอาคารหอคำพร้อมที่ดินใก้แก่ทางราชการ และใช้เป็นศาลากลางของจังหวัดน่านตั้งแต่ พ.ศ.2576 จนกระทั่ง พ.ศ.2517 จึงได้มอบให้กรมศิลปากรเพื่อจัดตั้งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่าน และได้เปิดบริการอย่างเป็นทางการเมื่อ พ.ศ.2530

ปีพ.ศ.2532 หอคำ(อาคารพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่าน) ได้รับการพิจารณาคัดเลือกจากสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ ให้เป็นอาคารอนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรมดีเด่น ประเภทอาคารสาธารณะ

ปี พ.ศ.2546 จังหวัดน่าน กำหนดให้หอคำ เป็นศูนย์กลางของพื้นที่เมืองประวัติศาสตร์ชั้นใน (หัวแหวนเมืองน่าน) ตามประกาศจังหวัดน่าน เรื่องกำหนดขอบเขตพื้นที่ เมืองประวัติศาสตร์ชั้นใน (หัวแหวนเมืองน่าน) ลงวันที่ 13 มกราคม 2546 เพื่อคุ้มครองโบราณสถาน อาคารประวัติศาสตร์ รวมทั้งปกป้องภูมิทัศน์และสิ่งแวดล้อม อันเป็นเอกลักษณ์ทางศิลปวัฒนธรรมของเมืองน่าน ให้คงอยู่เป็นมรดกของแผ่นดินสืบไป

บริเวณหอคำ คุ้มหลวงเดิม
ตัวอาคารหอคำ คุ้มหลวงเดิม
คุ้มเจ้าราชบุตร
คุ้มเจ้าราชบุตร หรือโฮงเจ้าราชบุตร (โฮง หมายถึง โรงเรือน ที่อยู่อาศัยของเจ้านายและบุตรหลาน) ตั้งอยู่หัวมุมระหว่างถนนผากองกับถนนมหาพรหม ด้านทิศเหนือของวัดช้างค้ำสร้างขึ้นในปี พ.ศ.2409 เพื่อเป็นที่อยู่ของเจ้าน้อยมหาพรหม ณ น่าน (เจ้ามหาพรหมสุรธาดา) และเจ้าหญิงศรีโสภา ต่อมาเมื่อได้รับสถาปนาเป็นมหาอำมาตย์โท และนายพลตรี เจ้ามหาพรหมสุรธาดา เจ้าผู้ครองนครน่านองค์ที่ 64 จึงยกคุ้มแห่งนี้ให้บุตรชายคือ เจ้าประพันธุ์พงศ์ (เจ้าน้อยหมอกฟ้า ณ น่าน) และให้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็นเจ้าราชบุตร ในปี พ.ศ. 2468 หลังจากเจ้าราชบุตร (เจ้าหมอกฟ้า ณ น่าน) ถึงแก่อนิจกรรม เมื่อวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ.2501 คุ้มแห่งนี้จึงตกทอดแก่ทายาทคือ เจ้าโคมทอง ณ น่าน

คุ้มเจ้าราชบุตร จังหวัดน่าน
คุ้มเจ้าราชบุตร จังหวัดน่าน
ปัจจุบันเป็น สมบััติของเจ้าสมปรารถนา ณ น่าน และเจ้าวาสนา ภู่วุฒิกุล(ณ น่าน) โดยอาคารคุ้มเจ้าราชบุตร มีสองหลัง หลังแรกเป็นเรือนไม้สักทองสองชั้นสร้างขึ้นเมื่อพ.ศ.2409 อาคารปัจจุบันเป็นหลังที่สอง โดยสร้างย่อขนาดลงมาจากหลังเดิม เมื่อพ.ศ.2484 และได้ใช้วัสดุอุปกรณ์จากหลังเดิมมาปลูกสร้างในตำแหน่งเรือนเดิม
คุ้มเจ้าราชบุตรน่าน ปัจจุบันยังคงสภาพเดิม
คุ้มเจ้าราชบุตรน่าน ปัจจุบันยังคงสภาพเดิม
คุ้มเจ้าเทพมาลา
ตั้งอยู่ที่ถนน มหาพรหม ด้านทิศตะวันตกของคุ้มหลวง (หอคำ) เดิมเป็นที่พำนักของเจ้าเทพมาลา ธิดาคนที่ 1 ของพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชฯ กับแม่เจ้ายอดหล้า ต่อมาขายให้กับเจ้าบุญศรี เมืองชัย น้องชายแม่เจ้าบุญโสม ณ น่าน ชายาเจ้าราชบุตร(หมอกฟ้า ณ น่าน)

ปัจจุบัน เป็นที่พำนักของทายาทเจ้าบุญศรี เมืองชัย

คุ้มเจ้าเทพมาลา จังหวัดน่าน
คุ้มเจ้าเทพมาลา จังหวัดน่าน
คุ้มเจ้าจันทร์ทองดี
ตั้งอยู่ที่ถนน มหาพรหม ด้านทิศเหนือของคุ้มหลวง(หอคำ) พระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชฯ โปรดให้สร้างคุ้มแห่งนี้ในปี พ.ศ.2459 เพื่อเป็นที่อยู่ของบุตร-ธิดา ได้แก่ เจ้าเทพมาลา เจ้าเทพเกษร เจ้าอนุแสงสี เจ้าจันทร์ทองดี เจ้าสุภาวดี ลักษณะคุ้มเป็นอาคารสองชั้นก่ออิฐถือปูนแบบศิลปะตะวันตก ภายหลังตกเป็นสมบัติของเจ้าจันทร์ทองดี ซึ่งได้สมรสกับเจ้าราชยาท(ชงคะวาล)

คุ้มเจ้าจันทร์ทองดี จังหวัดน่าน
ปัจจุบันเป็นสำนักงานที่ดินน่าน

หลังจากที่เจ้าจันทร์ทองดีถึงแก่กรรม เจ้าสมสมัย วุฒิสอน (ณ น่าน) ซึ่งเป็นบุตรบุญธรรมได้ขายอาคารพร้อมที่ดิน ให้แก่กระทรวงการคลัง เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2504 และใช้เป็นสำนักงานที่ดินจังหวัดน่านเรื่อยมาจนถึงปี พ.ศ.2525 จึงได้ย้ายมาใช้อาคารสำนักงานที่ดินปัจจุบัน ซึ่งสร้างอยู่หน้าคุ้มและได้บูรณะซ่อมแซมคุ้มในปี พ.ศ.2534

อาคารคุ้มเจ้าจันทร์ทองดี จังหวัดน่านในปัจจุบัน
อาคารคุ้มเจ้าจันทร์ทองดี จังหวัดน่านในปัจจุบัน
คุ้มเจ้าเมฆวดี
ตั้งอยู่ที่ถนนมหายศ ด้านหลังโรงแรมเทวราช มีอายุประมาณ 90-100 ปี สร้างขึ้นเพื่อเป็นเรือนหอของเจ้าหลและเจ้าเมฆวดี ณ น่าน ตัวบ้านสร้างด้วยไม้สักทั้งหลัง หลังคามุงด้วยแป้นเกร็ดไม้ เดิมบ้านมีใต้ถุนสูงแต่เจ้ามอญแก้วได้ปรับบริเวณ ใต้ถุน โดยก่อพื้นบ้านสำหรับเป็นสถานที่รับเลี้ยงเด็ก ตัวเรือนชานจากไม้มาเป็นคอนกรีต เนื่องจากมีสภาพผุพัง หลังคาเปลี่ยนมาเป็นมุงสังกะสี

ปัจจุบันตกทอดแก่คุณอมรรัตน์ หุ่นนวล(ณ น่าน) ซึ่งเป็นธิดาของเจ้ามอญแก้ว (ธิดาเจ้าเมฆวดี)

คุ้มเจ้าเมฆวดี จังหวัดน่าน
คุ้มเจ้าบัวเขียว สงวนศรี
ตั้งอยู่ถนนมหาวงศ์ ติดกับโรงเรียนซินจง สร้างขึ้นในปี พ.ศ.2497 โดยรองอำมาตย์ตรีเสงี่ยม สงวนศรีและเจ้าบัวเขียว สงวนศรี(มหายศนันท์) ออกแบบและสร้างโดยขุนนันพานิชย์ (ช่างผู้มีฝีมือในสมัยนั้น) ตัวบ้านทั้งหลังทำด้วยไม้สัก ประกอบด้วย 3 ส่วนแยกออกจากกัน อย่างเป็นสัดส่วน คือ เรือนครัว ยุ้งข้าวและตัวบ้าน โดยมีเรือนชานเชื่อมไปหาส่วนต่างๆ ภายในบ้าน หลังคามุงด้วยแป้นเกร็ดทำจากไม้สัก ตั้งแต่สร้างบ้านมามีการปรับปรุงเฉพาะส่วนหลังคาเนื่องจากไม้ผุพัง จึงมุงด้วยสังกะสีแทน ส่วนยุ้งข้าวได้ปรับมาเป็นห้องนอน

ปัจจุบันคือบ้านเลขที่ 93 ถนนมหาวงศ์ ติดกับโรงเรียนซินจง ตรงข้ามไปรษณีย์จังหวัดน่าน เจ้าของบ้านคืออาจารย์บุญงำ สงวนศรี(ลูกสาว) อายุ 90 ปี อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนสตรีศรีน่าน ตัวบ้านได้รับการซ่อมแซมและปรับปรุงให้อยู่ในสภาพดี โดยเปลี่ยนกระเบื้องมุงหลังคาในปี 2521 และได้ปรับเล้าข้วเป็นห้องสำหรับใช้งานและปรับชานบ้านเป็นโถง

คุ้มเจ้าบัวเขียว จังหวัดน่าน
คุ้มเจ้าบัวเขียว จังหวัดน่าน
คุ้มเจ้าทองย่น
ตั้งอยู่ที่ถนนสุริยพงษ์ ตรงสี่แยกวัดศรีพันต้น เดิมเป็นที่อยู่ของเจ้าทองย่น (น้องเจ้าฟองคำ)

ปัจจุบัน นางอดิศรัย วิเศษวัตร เป็นเจ้าของ


คุ้มเจ้าทองย่น จังหวัดน่าน

โฮงเจ้าฟองคำ

ตั้งอยู่บริเวณหลังวัดพระเกิด เดิมเป็นคุ้มของเจ้าศรีตุมมา หลานเจ้ามหาวงศ์ เจ้าผู้ครองนครน่านองค์ที่ 61 แห่งราชวงศ์หลวงติ๋นมหาวงศ์ ตั้งอยู่ติดับคุ้มแก้ว ที่ำพำนักของเจ้าผู้ครองนครน่านในเวียงเหนือ เมื่อเจ้าอนันตวรฤทธิเดชฯ ย้ายกลับมายังเมืองน่านปัจจุบัน คุ้มแก้วจึงถูกทิ้งร้างไว้

โฮงเจ้าฟองคำ จังหวัดน่าน ในอดีต
โฮงเจ้าฟองคำ จังหวัดน่าน ในปัจจุบัน

ตัวโฮงหรือตัวเรือนนี้เดิมหลังคามุงด้วยไม้แป้นเกล็ด ต่อมาในปีพ.ศ.2467 ได้รื้อออกแล้วมุงกระเบื้องดินขอแทน ส่วนโครงสร้างอื่นๆ ใช้วัสดุเดิมเป็นส่วนใหญ่ ลักษณะตัวเรือนบางส่วนได้รับการดัดแปลง

ต่อมา ได้ย้ายตัวโฮงลงมาสร้างในที่ปัจจุบัน และตกทอดมายังเจ้าฟองคำ ธิดาของเจ้าบุญยืนกับเจ้าอินต๊ะนางวิสิทฐศรี ธิดาคนสุดท้องของเจ้าฟองคำ กับนายถวิล คงจ่าง และนายมณฑล คงกระจ่างตามลำดับ

บ้านคุณหลวง
ตั้งอยู่ด้านทิศตะวันออกของวัดภูมินทร์เดิมเป็นบ้านที่เจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช ได้ให้ช่างสร้างขึ้น เพื่อเป็นที่อยู่ของธิดาทางกรุงเทพฯ ได้ส่งอำมาตย์ตรีหลวง ธนานุสร (ช่วง โลหะโชติ) มาเป็นคลังจังหวัดคนแรกของน่าน เนื่องจากเป็นชาวพิษณุโลกเมื่อมาถึงจึงได้ขอซื้อบ้านและที่ดินนี้จากเจ้าสุ ริยพงษ์ผริตเดชฯ

บ้านคุณหลวง จังหวัดน่าน ในอดีต
บ้านคุณหลวง จังหวัดน่าน ในปัจจุบัน
รูปทรงของตัวบ้านส่วนหน้ายังคงสภาพ เดิม เป็นบ้านชั้นเดียวใต้ถุนสูง มีการเปลี่ยนแปลงโดยปรับเปลี่ยนห้องครัวด้านหลัง ถมดินด้านหน้าบ้านให้สูงขึ้น เปลี่ยนหลังคาจากแป้นเกล็ดมาเป็นกระเบื้อง กำแพงบ้านแต่เดิมสูงท่วมหัว แต่ปัจจุบันสูงระดับเอว ด้านหลังเป็นโกดังเก็บยาสูบ

คุณหลวงทำกิจการยาสูบเมื่อปีพ.ศ.2490 จนถึงปัจจุบัน ลูกหลานได้สืบทอดกิจการเรื่อยมา

บ้านคุณหลวง จังหวัดน่าน ในปัจจุบัน
เฮือนเจ้าหมอกฟ้า
เป็นอาคารไม้ชั้นเดียวใต้ถุนสูงทรงปั้นหยาหลังคา สังกะสีเดิมเป็นอาคารพยาบาลของกองกำกับการ ตำรวจ ปัจจุบันใช้เป็นหอประชุมตำรวจภูธร จังหวัดน่าน มีการเปลี่ยนแปลงด้านในอาคารเป็นห้องประชุม และด้านล่างดัดแปลงเป็นห้องทำงาน

เฮือนเจ้าหมอกฟ้า ปัจจุบันเป็นหอประชุมตำรวจภูธร จังหวัดน่าน

บริเวณที่เคยเป็นคุ้มเจ้านายมาก่อน (ปัจจุบันไม่หลงเหลือแล้ว)
คุ้มเจ้าบุรีรัตน์
คุ้มเจ้าบุรีรัตน์ (ขัติยศ ณ น่าน) โอรสเจ้ามหาพรหมสุรธาดากับเจ้าหญิงศรีโสภา แรกสุดตั้งอยู่บริเวณบ้านนายสมชาย โลหะโชติ ในปัจจุบัน (ด้านทิศใต้ของคุ้มหลวง) ต่อมาขายที่ดินเพื่อสร้างโรงบ่มใบยา จึงย้ายไปสร้างคุ้ม ติดกับคุ้มเจ้าเทพมาลา ในเวลาต่อมา ทายาทขายที่ดินให้แก่คลังจังหวัดทำเป็นบ้านพัก ภายหลังบริษัทเดินอากาศไทยจำกัด (บริษัทการบินไทย จำกัด มหาชน) ซื้อที่ดินต่อเพื่อสร้างสำนักงานในจังหวัดน่าน

คุ้มเจ้าบัวเขียว
ตั้งอยู่ที่ถนนผากอง ตรงข้ามวัดภูมินทร์ เป็นที่พำนักของเจ้าบัวเขียว ณ น่าน ธิดาของพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชฯ ต่อมาทายาทขายให้นายธนา โลหะโชติ ปัจจุบันถูกดัดแปลงไปมาก

คุ้มเจ้าเกี๋ยงคำ
ปัจจุบันเป็นที่ตั้งสำนักงานเทศบาลเมืองน่าน เดิมเป็นคุ้มเจ้าเกี๋ยงคำ ธิดาพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชฯ กับแม่เจ้าคำเกี้ยว ต่อมาตกทอดแกเจ้าต่อมแก้ว ณ น่าน และขายให้กับเจ้าราชบุตร ภายหลังเจ้าราชบุตรรื้อคุ้มแห่งนี้ออกเพื่อสร้างอาคารบัวมัน ณ น่าน เพื่อใช้เป็นสุขศาลาอุิทิศให้กับเจ้าบัวมันผู้เป็นธิดา ต่อมาอาคารบัวมันถูกรื้อถอนเพื่อสร้างเป็นสำนักงานเทศบาลเมืองน่าน

คุ้มเจ้ายอดมโนรา
ปัจจุบันคือบริเวณภัตตาคาร และสถานบริการน้ำมันคาลเท็กซ์ เดิมเป็นคุ้มของเจ้ายอดมโนรา น้องสาวเจ้ามหาพรหมสุรธาดา ต่อมายกให้กับเจ้าบัวเขียว และเจ้าราชวงศ์ (เจ้าสิทธิสาร ณ น่าน) และตกทอดแก่ทายาทคือ เจ้าบุญตุ้ม มหาวงศนันท์ ภายหลังเจ้านิรมิต สิริสุขะ ธิดาเจ้าบุญตุ้มขายให้เอกชน

คุ้มเจ้ายศ ณ น่าน
ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของสำนักงานประถมศึกษาจังหวัดน่าน ถนนสุมนเทวราช เดิมเป็นคุ้มของเจ้ายศ ณ น่าน บุตรพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชฯ และเคยเป็นที่ตั้งของโรงเรียนราชานุบาลมาก่อน

คุ้มเจ้าราชดนัย
ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของอาคารศาลจังหวัดน่าน เดิมพื้นที่บริเวณนี้เป็นที่ตั้งคุ้มเจ้าราชดนัย (เจ้าน้อยยอดฟ้า) โอรสองค์ที่ 12 ของพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชฯ กับแม่เจ้ายอดหล้า ต่อมาตกเป็นของธิดาคือเจ้าสร้อยฟ้า ภายหลังขายให้กระทรวงยุติธรรม

คุ้มเจ้าบัวแว่น
ปัจจุบันคือสถานบริการนำ้มันเชลส์ ถนนผากอง เดิมเป็นคุ้มเจ้าบัวแว่น ธิดาของพระเจ้าสุิริยพงษ์ผริตเดชฯ ต่อมาตกทอดแก่ทายาทคือ เจ้ามอญดอกไม้ ภายหลังขายให้กับเจ้าจำรัส มหาวงศนันท์ และขายต่อให้เอกชน

คุ้มเจ้าสุริยวงศ์
ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของห้างสรรพสินค้าดีเบส เดิมเป็นคุ้มเจ้าสุริยวงศ์ โอรสเจ้ามหาพรหมสุรธาดา ต่อมาตกทอดแก่ทายาทคือให้เจ้าบุญผาย แล้วขายให้เอกชน
ผังที่ตั้งคุ้มเจ้านายของเมืองน่าน
โดยยึดตามรอบคุ้มหลวง(พิพิธภัณฑ์น่าน)เป็นจุดศูนย์กลาง