วันพฤหัสบดีที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ดอยวาว

อุทยานแห่งชาตินันทบุรี มีพื้นที่ครอบคลุม ท้องที่อำเภอท่าวังผา อำเภอเมือง อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน ตามทางหลวงหมายเลข 1080-1148-1082 เนื้อที่ประมาณ 548 ,125 ไร่ มีสภาพป่า ทรัพยากรธรรมชาติที่สมบูรณ์ มีความหลากหลายทางชีวภาพ เป็นแหล่งต้นน้ำลำธาร มีจุดเด่นทางธรรมชาติ ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวหลายแห่งของอุทยานฯ คือ จุดชมทิวทัศน์ บริเวณที่ทำการฯ ตั้งอยู่บนสันเขาดอยติ้ว-ดอยวาว ชมพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าที่ยอดผาจิ-ผาช้าง ซึ่งอยู่ห่างจากที่ทำการฯ 1 กม.
ดอยวาว
ดอยวาว
พื้นที่แห่งนี้เคยเป็นจุดยุทธศาสตร์ ที่สำคัญแห่งหนึ่งในอดีต เคยอยู่ภายใต้อิทธิพลของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย มีการต่อสู้ระหว่างเจ้าหน้าที่ของรัฐกับผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์อย่าง รุนแรง เกิดความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สินอย่างมากมาย ดังปรากฎในสมรภูมิรบที่ลือลั่นในอดีต ภายใต้ชื่อว่า "ยุทธภูมิที่ดอยผาจิ"

อุทยานแห่งชาตินันทบุรี มีอาณาเขตติดต่อกันดังนี้
ทิศเหนือ จดเขต อ.สองแคว จ.น่าน และ เขตอ.ปง จ.พะเยา
ทิศใต้ จดเขต อ.เวียงสา จ.น่าน
ทิศตะวันออก จดทางหลวงหมายเลข 1080 (น่าน- ทุ่งช้าง)
ทิศตะวันตก จดเขต อ.เชียงม่วน จ.พะเยา เขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติดอยภูนาง และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ดอยผาช้าง จ.พะเยา

ลักษณะภูมิประเทศ เป็นเทือกเขาสูงสลับซับซ้อนวางตัวในแนวเหนือใต้ อยู่ทางทิศตะวันตกของจังหวัดน่าน จนไปจดสาธารณรัฐประชาชนลาว ระดับความสูงของพื้นที่ประมาณ 300-1,674 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ความลาดชันของพื้นที่โดยเฉลี่ยประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ ยอดเขาที่สูงที่สุดคือ “ยอดดอยวาว” ความสูง 1,710 เมตร จากระดับน้ำทะเล

ลักษณะภูมิอากาศ เป็นแบบมรสุมเขตร้อน โดยได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ในช่วงฤดูฝนและมรสุม ตะวันออกเฉียงเหนือในช่วงฤดูหนาว
แบ่งออกเป็น 3 ฤดู คือ ฤดูร้อน ตั้งแต่เดือนมีนาคม-พฤษภาคม ฤดูฝน ตั้งแต่เดือนมิถุนายน-ตุลาคม และฤดูหนาว ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน- กุมภาพันธ์
อุณหภูมิเฉลี่ยต่อปีต่ำสุดประมาณ 8.4 0C สูงสุดประมาณ 40.8 0C ประมาณน้ำฝนเฉลี่ยต่อปีประมาณ 1,197.6 มิลลิเมตร

ดอยวาว
ดอยวาว
พันธุ์ไม้และสัตว์ป่า ป่าผสมผลัดใบ พันธุ์ไม้สำคัญ ได้แก่ สัก ประดู่ แดง ตะแบก มะค่าโรง ไม้พื้นล่าง ได้แก่ ไผ่ชนิดต่างๆ
ป่าดิบแล้ง พันธุ์ไม้ที่สำคัญ ได้แก่ ยางขาว ยางแดง ตะเคียน ยมหอม จำปีป่า มะม่วงป่า ไม้พื้นล่าง ได้แก่ ไผ่ชนิดต่างๆ หวาย ปาล์ม เฟิร์น
ป่าดิบเขา พันธุ์ไม้ที่สำคัญ ได้แก่ ก่อชนิดต่างๆ กำลังเสือโคร่ง พญาไม้ กำยาน อบเชย กฤษณา ไม้พื้นล่าง ได้แก่ มอส และเฟิร์นชนิดต่างๆ

ดอยวาว
ดอยวาว
สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ:
ยอดดอยวาว เป็นยอดดอยสูง 1,674 เมตร จากระดับน้ำทะเล นับเป็นจุดสูงสุดของอุทยานแห่งชาตินันนทบุรี อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติไปอีกราว 4 กิโลเมตร อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติไปอีกราว 4 กิโลเมตร สามารถเดินทางโดยรถยนต์ไปถึงหน่วยจัดการต้นน้ำน้ำคาง แล้วเดินเท้าขึ้นสู่ยอดดอย ตลอดเส้นทางเป็นป่าดิบเขาที่อุดมสมบูรณ์ เป็นถิ่นอาศัยของนกบนที่สูงนานาชนิด โดยเฉพาะช่วงฤดูหนาว จะมีนกย้ายถิ่นเข้ามาจำนวนมาก ซึ่งหลายชนิดเป็นนกหายาก ที่นี่จึงเหมาะสำหรับการเดินดูนกและศึกษาธรรมชาติ
ดอยผาจิและดอยผาช้าง จุดชมวิวทิวทัศน์ตั้งอยู่บนสันดอยติ้ว ในบริเวณเดียวกับที่ตั้งของที่ทำการอุทยานแห่งชาติ ทิวทัศน์ในยามเย็นจะมองเห็นดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าท่่ามกลางขุนเขาสลับซับซ้อน และยามเช้าในช่วงฤดูหนาวจะปรากฎทะเลหมอกปกคลุมไปทั่วบริเวณ การเดินทางจากอำเภอท่าวังผาใช้ทางหลวงหมายเลข 1082 สายท่าวังผา-สบขุ่น ไปประมาณ 27 กิโลเมตร มีทางแยกขวามือไปประมาณ 500 เมตร จะถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติ
เส้นทางยุทธศาสตร์และถ้ำดอยผาจิ เป็นเส้นทางและฐานบัญชาการในการต่อสู้ตามความขัดแย้งลัทธิทางการเมืองในอดีตของ "ยุทธภูมิดอยผาจิ"
เทือกเขาหินปูน ถ้ำผาลุก เป็นเทือกเขาหินปูนที่ประกอบด้วยถ้ำต่างๆ และพันธุ์พืชที่ลุ่มต่ำที่หายาก ตั้งอยู่ที่ ต.ผาทอง อ.ท่าวังผา จ.น่าน
น้ำตกสันติสุข
เป็นน้ำตกขนาดเล็ก-ขนาดกลาง มีน้ำไหลตลอดทั้งปี มีความสูงประมาณ 5 ชั้น ชั้นสูงสุดประมาณ 5 ชั้น ชั้นบนสุดสูงประมาณ 10 เมตรตั้งอยู่ในท้องที่ตำบลแสนทอง อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน
น้ำตกตาดวาว เป็นน้ำตกขนาดกลาง มีทั้งหมด 3 ชั้น มีน้ำไหลตลอดปี ตั้งอยู่ในพื้นที่ป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์ บรรยากาศโดยรอบน้ำตกร่มรื่นมาก เป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติ อยู่ห่างจากบริเวณที่ทำการอุทยานฯ เดิมเป็นระยะทางประมาณ 1 กิโลเมตร
น้ำตกนันทบุรี 1 เป็นน้ำตกขนาดกลาง มีน้ำไหลตลอดทั้งปี มีความสูงประมาณ 6 ชั้น มีโตรกธาร โขดหินและเพิงพา มีความสวยงาม อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานฯ ประมาณ 1 กิโลเมตร
น้ำตกนันทบุรี 2 เป็น น้ำตกขนาดกลาง มีทั้งหมด 8 ชั้น แต่ละชั้นมีความสูงตั้งแต่ 3 เมตร ถึง 20 เมตร มีน้ำไหลตลอดปี อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานฯ เป็นระยะทาง 1.5 กิโลเมตร บริเวณโดยรอบน้ำตกมีความสมบูรณ์เต็มไปด้วยพันธุ์ไม้หลากหลายชนิด เช่น เฟิร์น ลูกชิด นอกจากนี้ ยังพบสัตว์หายาก คือ เต่าปูลู
น้ำตกดอยหมอก เป็นน้ำตกขนาด กลาง-เล็ก มีน้ำไหลตลอดทั้งปี มีความสวยงามและเหมาะสำหรับเป็นที่พักผ่อนอาบน้ำ-เล่นน้ำ ตั้งอยู่ที่ตำบลเรือง อำเภอเมือง จังหวัดน่าน
บ่อน้ำพุร้อนบ้านน้ำกิ ตั้งอยู่ที่บ้านน้ำกิ ตำบลผาทอง อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน มีความร้อน ประมาณ 80 องศาเซลเซียส มีศักยภาพเพียงพอที่จะพัฒนาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำหรับอาบน้ำแร่

ดอยวาว
ดอยวาว

สิ่งอำนวยความสะดวก
อุืทยานฯ นันทบุรี มีบ้านพักรับรองเอาไว้บริการให้นักท่องเที่ยวทั้งหมด 3 หลัง คือบ้านนันทบุรี 1,2,3 สำหรับ บ้านพักนันทบุรี 1 และ 3 แต่ละหลังจะมีห้องนอนทั้งหมด 3 ห้อง ส่วนบ้านพัก นันทบุรี 2 เป็นห้องโถงโล่งๆ มีทั้งหมด 4 ห้อง มีห้องน้ำในตัว อุปกรณ์เครื่องนอนต้องเตรียมมาเอง
นอกจากนี้ ทางอุทยานฯ ยังได้จัดเตรียมสถานที่สำหรัับกางเต็นท์ ณ จุดกางเต็นท์ ซึ่งอยู่บริเวณที่ทำการอุทยานฯ ไว้เพื่อบริการให้กับนักท่องเที่ยว
ส่วนอาหาร ทางอุทยานฯ ยังไม่พร้อมให้บริการ นักท่องเที่ยวต้องจัดหามาเอง

บ้านพักนันทบุรี
การเดินทาง การเดินทางจากตัวเมืองน่าน ใช้ทางหลวงหมายเลข 1080 (น่าน-ทุ่งช้าง) ไปยังอำเภอท่าวังผาแล้วไปตามทางหลวงหมายเลข 1148 (ท่าวังผา-สองแคว) ประมาณ 1.5 กม. แยกไปตามถนนหมายเลข 1081 (สายนาหนุน-สบขุ่น) ประมาณ 1.5 กิโลเมตร ถึงหลัก กม.ที่ 27 แยกขวามือเข้าไปอีกประมาณ 3.5 กิโลเมตร ถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาตินันทบุรี

การติดต่อ

อุทยานแห่งชาตินันทบุรี โทร. 081-948-5990,081-706-8506 ตู้ ปณ. 3 อ.ท่าวังผา จ.น่าน 55140

แผนที่อุทยานแห่งชาตินันทบุรี

อุทยานแห่งชาติศรีน่าน

ทะเลหมอก ผาชู้
จุดชมวิว ผาชู้
อุทยานแห่งชาติศรีน่าน ผาชู้
จุดกางเต็นท์ ผาชู้
อุทยานแห่งชาติศรีน่าน
ตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าฝั่งขวาของแม่น้ำน่านตอนใต้ ป่าสงวนแห่งชาติป่าห้วยงวง ป่าสงวนแห่งชาติป่าน้ำว้าและป่าห้วยสาลี ครอบคลุมพื้นที่ 7 ตำบล 3 อำเภอ คือ ตำบลส้าน และตำบลน้ำมาบ อำเภอเวียงสา ตำบลศรีษะเกษ ตำบลเชียงของ และตำบลสถาน อำเภอนาน้อย ตำบลบ่อแก้ว และตำบลนาทะนุง อำเภอนาหมื่น จังหวัดน่าน อุทยานแห่งชาติศรีน่าน มีพื้นที่ประมาณ 934 ตารางกิโลเมตร หรือ 583,750 ไร่

ปัจจุบัน สังกัดส่วนอุทยานแห่งชาติ สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 13 (แพร่) กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม www.dnp.go.th

ลักษณะภูมิประเทศ
สภาพภูมิประเทศ เป็นเทือกเขา สลับซับซ้อน วางตัวในแนวทิศเหนือ-ใต้ ขนานกันทางด้านทิศตะวันออกและทิศตะวันตก มีแม่น้ำน่านทอดตัวไหลผ่านไปจนถึงปากนาย ซึ่งเป็นบริเวณเหนือเขื่อนสิริกิติ์ บริเวณที่ราบลุ่มตรงกลางจะมีลักษณะเป็นภูเขาน้อยใหญ่ลดหลั่นกันลงไป ตอนกลางของพื้นที่มีแม่น้ำน่านทอดตัวไหลผ่านจากเหนือสุด-ใต้สุด ระยะทางประมาณ 50 กิโลเมตร แบ่งอุทยานออกเป็นซีกตะวันตกและซีกตะวันออก ยอดเขาที่สูงที่สุดคือ ดอยคำ สูง 1,229 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง นอกจากนี้ยังมีดอยจำลึก ดอยไหว ดอยสุไข ดอยจำปูหลวงแก้ว ดอยหวดและดอยภูหลักหมื่น เป็นต้น

ลักษณะภูมิอากาศ
สภาพอากาศ : ในช่วงฤดูหนาว อากาศหนาวถึงหนาวจัด อุณหภูมิโดยเฉลี่ยประมาณ 24 องศาเซลเซียส ในช่วงเดือนสิงหาคม-กุมภาพันธุ์ เป็ํนช่วงที่มีทะเลหมอกสวยงามมาก

พันธุ์ไม้และสัตว์ป่า
เนื่องจากสภาพพื้นที่เป็นเทือกเขาสลับซับซ้อนมีความสูงต่างกันหลายระดับ จึงทำให้มีสภาพป่าหลายชนิด เช่น
ป่าดิบเขา พบตามแนวสันเขาที่สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,000 เมตร พันธุ์ไม้ที่พบได้แก่ ไม้ก่อต่างๆ ตะเคียน กระบาก ไม้พื้นล่างประกอบด้วยพืชในตระกูลปาล์ม ขิง ข่า และเฟิร์น
ป่าดิบแล้ง พบตามหุบเขาและริมห้วย ในระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 500-1,000 เมตร พันธุ์ไม้ที่พบได้แก่ ยาง กระบก แดง เหียง
ป่าสน พบเป็นหย่อมๆตามแนวสันเขาที่มีความสูงระหว่าง 500-1,200 เมตรจากระดับน้ำทะเล
ป่าเบญจพรรณ พบขึ้นตามที่ราบเชิงเขา ริมห้วยและหุบเขา กระจัดกระจายอยู่ทั่วพื้นที่ พันธุ์ไม้ที่พบได้แก่ ไม้สัก ชิงชัน ประดู่ ตะเคียนทอง มะค่าโมง ฯลฯ
ป่าเต็งรัง พบขึ้นอยู่ตามไหล่เขา เชิงเขา และพื้นที่ค่อนข้างราบ พันธุ์ไม้ที่พบได้แก่ เต็ง รัง เหียง เป็นต้น
สัตว์ป่า เนื่องจากสภาพป่าค่อนข้างสมบูรณ์ ประกอบกับมีแม่น้ำไหลผ่านใจกลางอุทยานฯ จึงทำให้ความหลากหลายของสัตว์ในพื้นที่มีมาก ที่พบมี ช้าง วัวแดง กระทิง ซึ่งสัตว์ทั้ง 3 ชนิดนี้จะอพยพข้ามไปมาในเขตติดต่อระหว่างประเทศไทยและลาว นอกจากนี้ยังมีหมี เลียงผา กวาง เก้ง เสือ หมูป่า หมาป่า กระจง อีเห็น ไก่ฟ้า ตะกวด เต่า และที่สำคัญมีนกยูงป่า นั้นก็เป็นตัวชี้วัดถึงความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่าได้เป็นอย่างดี นกนานาชนิดและงูชนิดต่างๆ
จุดชมวิว ดอยเสมอดาว
จุดชมวิว ดอยเสมอดาว
จุดชมวิว ผาหัวสิงห์
จุดกางเต็นท์ ดอยเสมอดาว
ข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวและจุดเด่นที่น่าสนใจ
1. ผาชู้ (Pha Chu) มีลักษณะเด่นเป็นผาหินขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางขุนเขาที่เขียวขจี หลายแสนไร่ สามารถมองเห็นทิวทัศน์และแม่น้ำน่านที่ทอดตัวคดเคี้ยวไปตามที่ราบลุ่มยาว หลายสิบกิโลเมตรอย่างงดงามและเป็นจุดชมทะเลหมอกที่สวยงามอีกจุด การเดินทางให้ ไปตามเส้นทางเดียวกับทางไปแก่งหลวง แต่ถึงก่อนแก่งหลวง จะมองเห็นวิวทิวทัศน์ของแม่น้ำน่านและสภาพป่าไม้ที่สวยงามตลอดจนโขดหินและ หน้าผาต่างๆ

2. ดอยเสมอดาว (Doi Samer Dao) เป็นพื้นที่ที่ มีลานกว้างบนสันเขา เหมาะสำหรับการพักผ่อน เป็นจุดที่ชมทะเลหมอกและพระอาทิตย์ขึ้นยามเช้า ซึ่งท่านสามารถมองเห็นได้รอบทิศทาง เห็นวิวทิวทัศน์ของแม่น้ำน่านที่ทอดยาวในหุบเขาและเห็ยยอดผาชู้ที่ตั้ง ตระหง่านอยู่ข้างหน้ารวมทั้งมองเห็นบ้านพักและที่ทำการอุทยานฯ ในตอนเย็นท่านสามารถมองเห็นพระอาทิตย์ตกได้ด้วยและสามารถมองเห็นตัวเมืองนา น้อย ไร่ นา ของชาวบ้าน (สวยงามค่ะ)

3. ผาหัวสิงห์ (Pha Hua Sing) มี ลักษณะเป็นผาหิน มองจากดอยเสมอดาวขึ้นไปจะเห็นลักษณะเหมือนสิงห์กำลังนอนหมอบ ส่วนที่เป็นจุดเด่นคือ ส่วนหัว ที่เป็นจุดชมวิวทิวทัศน์ของอุทยานฯ ศรีน่านได้รอบทิศ เป็นจุดชมพระอาทิตย์ขึ้นและตกที่สวยงาม และเป็นจุดชมทะเลหมอกอีกจุดของอุทยานฯ ศรีน่าน

3. เสาดินนาน้อย (Sao Din) มีลักษณะิเกิดจากการกัดเซาะพังทลายของดินเป็นพื้นที่กว้างประมาณ 50 ไร่ มีความงดงามด้านธรรมชาติทางธรณีวิทยาสวยงามไม่ต่างกันกับแพะเมืองผีของ จังหวัดแพร่ และมีการพังทลายของดินเปลี่ยนแปลงรูปร่างไปทุกๆ ปี นอกจากนี ทางกรมทรัพยากรธรณียังได้เข้ามาสำรวจพบว่าพื้นที่บริเวณเสาดินนี้ เคยเป็นที่อยู่อาศัยมนุษย์ยุคหินมาก่อน เพราะมีการค้นพบเครื่องมือเครื่องใช้ของมนุษย์ยุคหิน

4. คอกเสือ (Kok Sua) มีลักษณะคล้ายกับเสาดิน แต่ที่คอกเสือมีลักษณะเป็นหลุมลึกลงไป ประมาณ 7 เมตร
5. แก่งหลวง (Kang Luang) มีลักษณะเป็นโขดหิน มีทั้งหินน้อยใหญ่ กระจัดกระจายอยู่ทั่วบริเวณ ยามหน้าน้ำจะมีเสียงน้ำไหลกระทบโขดหินดังกึกก้อง ยามหน้าแล้งจะมองเห็นแนวหิน โขดหินที่มีรูปทรงหลากหลายอย่างสวยงาม และหาดทรายที่ขาวสะอาด

6. ปากนาย (Pak Nai) มีลักษณะเกิดจากสภาพป่าที่ถูกน้ำเหนือเขื่อนสิริกิติ์ท่วมถึง เป็นแหล่งน้ำจืดขนาดใหญ่ที่สุดของจังหวัดน่าน มีวิวทิวทัศน์ที่สวยงาม สามารถนั่งเรือชมธรรมชาติ มีเรือนแพของชาวประมงไว้บริการนักท่องเที่ยวที่เข้ามาชมและพักค้างแรม

7.
เส้นทางศึกษาธรรมชาติ : บริเวณดอยเสมอดาวมีเส้นทางศึกษาธรรมชาติให้ท่านได้เดินเที่ยวชมกัน บรรยากาศสวยงาม
เสาดินนาน้อย
เสาดินนาน้อย
เสาดินนาน้อย
แกรนด์แคนยอนเมืองไทย
การเดินทาง
จากกรุงเทพฯ ถึงแพร่ ไปตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 101 ไปจนถึงอำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน ระยะทางประมาณ 90 กิโลเมตร เลี้ยวขวาไปตามถนนเจ้าฟ้า ทางหลวงจังหวัดหมายเลข 1026 จากอำเภอเวียงสา ไปจนอำเภอนาน้อย ระยะทางประมาณ 45 กิโลเมตร แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าไปตามถนนสายนาน้อย-ปางไฮทางหลวงจังหวัดหมายเลข 1083 ไปอีกประมาณ 22 กิโลเมตร จนถึงหลักกิโลเมตรที่ 18 เลี้ยวซ้ายเข้าไปอีก 1.5 กิโลเมตร จนถึผาชู้ ซึ่งเป็นที่ตั้งของที่ทำการอุทยานแห่งชาติศรีน่าน รวมระยะทางจากรุงเทพฯ ถึงที่ทำการอุทยานฯ ประมาณ 700 กิโลเมตร

สิ่งอำนวยความสะดวก
ที่ ทำการอุทยานฯ มีบ้านพักจำนวน 3 หลัง พักได้ประมาณ 60 ท่าน และมีสถานที่กางเต้นบริเวณดอยเสมอดาวและที่ทำการอุทยานฯที่ผาชู้ เลือกพักได้ จำนวน 3 จุด ได้แก่
จุดที่ 1 บริเวณที่ทำการอุทยานฯแห่งชาติศรีน่าน (ดอยผาชู้)
จุดที่ 2 บริเวณดอยเสมอดาวและผาหัวสิงห์ และ
จุดที่ 3 บริเวณลานป่าสน (ดอยผาชู้)

อัตราค่าธรรมเนียม

คนไทย
ผู้ใหญ่ 20 บาท เด็ก 10 บาท

ชาวต่างชาติ

ผู้ใหญ่ 100 บาท เด็ก 50 บาท
บัตรอำนวยความสะดวก 30 บาท

ยานพาหานะ
รถยนต์นั่งส่วนบุคคล 30 บาท
รถจักรยานยนต์ 20 บาท
รถจักรยาน 10 บาท

การติดต่อ
สอบถามเพิ่มเติมรายละเอียด ได้ที่
1. ดอยผาชู้ หมู่ที่ 9 ต.ศรีษะเกษ อ.นาน้อย จ.น่าน 55150 โทรศัพท์/แฟกซ์ : 054-701106 Email: Srinan_13@hotmail.com
2. ส่วนอุทยานแห่งชาติ สำนักบริการพื้นที่อนุรักษ์ที่ 13 ต.ป่าแมต อ.เมือง จ.แพร่ 54000 โทรศัพท์/แฟกซ์ : 054-626770 Email: np_12phare@hotmail.com
3. สำนักอุทยานแห่งชาติ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช 61 ถ.พหลโยธิน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900 โทรศัพท์ 02-579 7223, 02-561 2919, 02-561-4292-4 ต่อ 724, 725 และเว็บไซต์ www.dnp.go.th

แผนที่อุทยานแห่งชาติศรีน่าน

อุทยานแห่งชาติขุนสถาน


ขุนสถาน

ไร่กะหล่ำปลีขุนสถาน

ไร่กะหล่ำปีขุุนสถาน

ขุนสถาน

ดอยกู่สถานหรือดอยธง

ดอยกู่สถานหรือดอยธง

ทะเลหมอกดอยแม่จอก(เนินดาวดิน)

ยามเย็นที่ดอยแม่จอก(เนินดาวดิน)

อุทยานแห่งชาติขุนสถาน
มีพื้นที่กว้างใหญ่เป็นพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าฝั่งขวาแม่น้ำน่านตอนใต้ ในท้องที่ อำเภอนาน้อย และอำเภอนาหมื่น จังหวัดน่าน ส่วนใหญ่ปกคลุมด้วยป่าไม้ชนิดต่างๆ คือ ป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง ป่าสนเขา ป่าดงดิบ ป่าดิบแล้ง สัตว์ที่พบเห็นได้แก่สัตว์จำพวกสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม สัตว์เลื้อยคลาน สัตว์ครึ่งบก ครึ่งน้ำ นก ปลา แมลงชนิดต่างๆ ในช่วงเดือนมกราคม ดอกนางพญาเสือโคร่ง จะออกดอกบานสะพรั่ง และยังมีเส้นทางศึกษาธรรมชาติ

ความเป็นมา : ปี พ.ศ.2541 ศูนย์อุทยานแห่งชาติจังหวัดน่านในขณะนั้น ซึ่งประกอบด้วยอุทยานแห่งชาติจำนวน 6 แห่ง มีความเห็นร่วมกันว่าพื้นที่ป่าบริเวณเขตติดต่อจังหวัดน่าน จังหวัดแพร่ และจังหวัดอุตรดิตถ์ มีพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ เห็นควรได้รับการสำรวจพื้นที่เพื่อจัดตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติ กรมป่าไม้ในขณะนั้นจึงได้มีคำสั่งให้นายวิโรจน์ โรจนจินดา เจ้าพนักงานป่าไม้ 5 มาทำการสำรวจพื้นที่เพื่อดำเนินการดังกล่าว จากการสำรวจพบว่าพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าฝั่งขวาแม่น้ำน่านตอนใต้ ในท้องที่ตำบลน้ำตก ตำบลบัวใหญ่ ตำบลสันทะ อำเภอนาน้อย ตำบลเมืองลี ตำบลบ่อแก้ว ตำบลนาทะนุง ตำบลปิงหลวง อำเภอนาหมื่น พื้นที่ประมาณ 262,000 ไร่ มีความเหมาะสมที่จะกำหนดเป็นอุทยานแห่งชาติขุนสถาน กรมฯ จึงได้มีคำสั่งให้นายวิโรจน์ฯ ทำหน้าที่หัวหน้าอุทยานแห่งชาติขุนสถาน และมีที่ตั้งที่ทำการชั่วคราว ณ หมู่ที่ 3 บ้านขุนสถาน ตำบลสันทะ อำเภอนาน้อย จังหวัดน่าน และต่อมา ในเดือนตุลาคม พ.ศ.2548 กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้มีคำสั่งให้นายฉัตรชัย โยธาวุธ เจ้าหน้าที่บริหารงานป่าไม้ 6 มาทำหน้าที่หัวหน้าอุทยานแห่งชาติขุนสถาน จนถึงปัจจุปัน
     ขณะนี้อุทยานแห่งชาติขุนสถาน อยู่ในขั้นตอนการจัดพิมพ์แผนที่ท้ายร่างพระราชกฤษฏีกา เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบ ซึ่งหากเห็นชอบ สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี นำร่างขึ้นทูลเกล้าในหลวงเพื่อลงพระปรมาภิไธย ประกาศเป็นกฏหมายต่อไป

ลักษณะภูมิประเทศ เป็นภูเขาสลับซับซ้อนมีความสูงชัน ทอดตัวจากทิศเหนือสู่ทิศใต้ มีแนวสันเขาของดอยแปรเมืองเป็นแนวแบ่งเขตระหว่างจังหวัดแพร่และจังหวัดน่าน มีลำธารและลำห้วยไหลลงสู่แม่น้ำหลายสาย เช่น น้ำสา น้ำถา น้ำแหง น้ำแม่สาคร เป็นต้น ดอยที่สำคัญ เช่น ดอยกู่สถาน มีความสูง 1,630 เมตร ดอยแปรเมือง มีความสูง 1,395 เมตร ดอยขุนห้วยฮึก มีความสูง 1,233 เมตร ดอยแม่จอก มีความสูง 1,424 เมตร และดอยที่สูงที่สุดคือ ดอยภูคา สูง 1,728 เมตรจากระดับน้ำทะเล

ลักษณะภูมิอากาศ แบ่งออกเป็น 3 ฤดู คือ ฤดูร้อน เริ่มตั้งแต่เดือนมีนาคมถึงเดือนพฤษภาคม ฤดูฝน เริ่มเดือนมิถุนายนถึงเดือนตุลาคม และฤดูหนาว เริ่มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนถึงเดือนกุมภาพันธ์ จากข้อมูลภูมิอากาศตั้งแต่ปี พ.ศ. 2535 - 2540 ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยรายปี วัดได้ 1,194 มิลลิเมตรต่อปี อุณหภูมิสูงสุดเดือนพฤษภาคม 25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิต่ำสุดเดือนมกราคม 5 องศาเซลเซียส อุณหภูมิเฉลี่ยรายปี 27 องศาเซลเซียส

พืชพรรณและสัตว์ป่า อุทยานแห่งชาติขุนสถานสามารถจำแนกสังคมพืชออกได้เป็น
ป่าดิบเขา ขึ้นอยู่ตามสันเขาที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 1,000 เมตรขึ้นไป เช่น บริเวณดอยขุนห้วยย่าทาย ดอยขุนห้วยหก ดอยขุนสถาน มีพันธุ์ไม้และพืชพื้นล่าง ได้แก่ ก่อ สารภีดอย พะวา จำปีป่า เหมือด กำยาน เฟิน และปรงป่า และทีเฟริ์น
ป่าสนเขา ขึ้นกระจายตามยอดเขาที่ความสูงประมาณ 1,300 เมตรจากระดับน้ำทะเล เช่น บนดอยจวงปราสาท ดอยแปรเมือง มีอาณาบริเวณไม่กว้างนัก พันธุ์ไม้ที่พบได้แก สนสองใบ สนสมใบ เหียง และพะยอม ป่าดิบแล้ง พบกระจายอยู่ทั่วไป สภาพป่ามีความชื้นสูง สภาพป่ารกทึบ มีพันธุ์ไม้และพืชพื้นล่างได้แก่ ยางปาย ยมหิน ม่วงก้อม ชมพูป่า เขืองแข้งม้า และหนามเล็บเหยี่ยว
ป่าเบญจพรรณ พบกระจายอยู่ทั่วไปในพื้นที่ที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 250-1,00 เมตร ชนิดไม้และพืชพื้นล่างที่พบได้แก่ ประดู่ ชิงชัน เก็ดแดง เก็ดดำ รกฟ้า มะเฟืองช้าง ตะแบกเลือด ปู่เจ้า มะกอกเกลื้อน ไผ่ไร่ ไผ่บง ไผ่ซาง เห็ดจั่น เห็ดมัน เห็ดซาง และเห็ดขอน และ ป่าเต็งรัง พบตามสันเขาที่มีความสูงระหว่าง 700-1,000 เมตรจากระดับน้ำทะเล พันธุ์ไม้และพืชพื้นล่างที่พบ ได้แก่ เต็ง รัง เหียง พะยอม มะม่วงหัวแมงวัน กระโดน ติ้ว กระท่อมหมู ปรง เห็ดไข่ห่านเหลือง และเห็ดขมิ้นใหญ่ เป็นต้น
ป่าดิบชื้น ขึ้นอยู่ตามริมห้วย พบกระจายอยู่ทั่วไป แต่เป็นบริเวณไม่กว้างนัก พันธุ์ไม้และพืชพื้นล่าง ได้แก่ ตะเคียนทอง ยมหอม เชียด เลือดม้า กระทุ่มบก ลำพูป่า เฟิน ผักกูด กีบแรด บอน เห็ดแดง และเห็ดขมิ้นน้อย และยังพบกล้วยไม้นานาชนิด เช่น สิงโตสยามฯ
สัตว์ป่าที่พบในอุทยานแห่งชาติขุนสถาน ได้แก่ เสือโคร่ง หมีควาย กวางป่า เลียงผา หมูป่า ลิง อีเห็น หมูหริ่ง หมาหริ่ง กระต่ายป่า ตุ่น อ้น กระรอก นกขุนทอง นกแก้ว นกขมิ้น นกหัวขวาน นกแซงแซวหางบ่วง นกตะขาบทุ่ง แย้ ตะกวด กิ้งก่า ตุ๊กแกป่า กบ เขียด อึ่งอ่าง คางคก ฯลฯ    สำหรับในบริเวณแหล่งน้ำเหนืออ่างเก็บน้ำสิริกิตติ์ มีปลาอาศัยอยู่หลายชนิด เช่น ปลานิล ปลาตะเพียนแดง ปลาแรด ปลาชะโด ปลาไน ปลาช่อน ปลาบู่ทอง ปลาสลาก ปลาตะโกก ปลาหมอ และปลาสร้อย เป็นต้น

แหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจ
ดอยแม่จอก เป็นยอดดอยที่มีความสูง 1,424 เมตรจากระดับน้ำทะเล อากาศหนาวเย็นตลอดทั้งปี เป็นสถานที่ตากอากาศและจุดชมทิวทัศน์ มีวิวทิวทัศน์ของเทือกเขาที่เรียงรายสลับซับซ้อน มีวิวทิวทัศน์ที่สวยงาม มีอากาศหนาวเย็นตลอดทั้งปี อุณหภูมิในตอนกลางคืน ประมาณ 12 - 18 องศาเซลเซียส ตอนเย็นจะได้สัมผัสท้องฟ้าที่เป็นสีแดงสวยงามมาก ตอนกลางคืนสามารถมองเห็นไฟส่องสว่างของหมู่บ้านในตำบลสันทะ ตัวอำเภอนาน้อย ตัวอำเภอเวียงสา ตัวอำเภอเมืองน่าน โดยเฉพาะไฟส่องสว่างของหมู่บ้านในตำบลสันทะ จะมีลักษณะเหมือนดาวที่อยู่บนดิน กลมกลืนกับดาวที่อยู่บนท้องฟ้า ในตอนเช้าตั้งแต่ประมาณตีห้าครึ่งถึงหกโมงเช้า จะเห็นท้องฟ้าเริ่มเป็นสีแดงและมีทะเลหมอกผืนใหญที่สวยงาม พระอาทิตย์ ค่อยๆ โผล่จากขอบฟ้า ซึ่งหาดูได้ยาก
ดอยกู่สถาน เป็นดอยที่มีความสูงถึง 1,630 เมตรจากระดับน้ำทะเล มีจุดชมทิวทัศน์ที่สวยงาม อากาศหนาวเย็นตลอดปี
ศาลเจ้าพ่อเขาครึ่ง เป็นเจ้า พ่อประตูเมืองของจังหวัดน่าน และเป็นที่เคารพสักการะของผู้เดินทางผ่านไปมา ตั้งอยู่บริเวณริมถนนสายร้องกวาง-อำเภอเวียงสา บริเวณหลักกิโลเมตร ที่ 30 (เขตแดนจังหวัดน่าน-แพร่)
น้ำน่านตอนบนเขื่อนสิริกิตติ์ มี ความสวยงามของธรรมชาติและทิวทัศน์สองฝั่งลำน้ำ ซึ่งล้อมรอบด้วยทิวเขาที่ทอดตัวเป็นแนวยาว สามารถล่องเรือหรือแพชมความสวยงามได้ และบางครั้งยังพบฝูงปลากระโดดเล่นน้ำและแหวกว่ายอยู่กลางน้ำที่ใสสะอาดอีก ด้วย
น้ำตกตาดหมอก เป็นน้ำตกขนาดใหญ่ มีจำนวน 3 ชั้น ความสูงรวมประมาณ 50 เมตร ตั้งอยู่บริเวณดอยแม่จอก ห่างจากหมู่บ้านประมาณ 3 กิโลเมตร
น้ำตกผาแดง เป็นน้ำตกหลายชั้น โดยมีชั้นที่มีขนาดใหญ่จำนวน 4 ชั้น ชั้นที่สูงที่สุดประมาณ 15 เมตร ตั้งอยู่ใกล้กับถ้ำละโอ่ง ห่างจากบ้านเชตวัน ตำบลสันทะ อำเภอนาน้อย ประมาณ 5 กิโลเมตร
ถ้ำละโอ่ง เป็นถ้ำขนาดใหญ่ มีความยาวประมาณ 1.8 กิโลเมตร ภายในถ้ำมีลำธารไหลผ่าน และมีหินงอกหินย้อยที่มีความสวยงาม
กาดวัว ในอดีตเคยเป็นที่ชุมนุมของวัวแดงและกระทิง ตั้งอยู่บนยอดดอยขุนห้วยย่าทาย ห่างจากหมู่บ้านนาก้า ประมาณ 5 กิโลเมตร ต้องเดินเท้าเข้าไป 6 ชั่วโมง จากจุดนี้สามารถมองเห็นทะเลหมอกในตอนเช้าช่วงฤดูฝนและฤดูหนาว
น้ำตกขุนลี เป็นน้ำตก ที่มีขนาดใหญ่ มีความสูงประมาณ 100 เมตร อยู่บริเวณดอยกู่สถาน การเดินทางไม่สะดวก ต้องเดินเท้าผ่าดงทาก ประมาณ 4 ชั่วโมง จึงจะถึงตัวน้ำตก

การเดินทาง
รถยนต์ ใช้เส้นทางจากตัวจังหวัดแพร่ได้ 2 เส้นทาง คือ
   1. ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 101 (ถนนยนตรกิจโกศล) เป็นเส้นทางจากตัวจังหวัดแพร่ไปจังหวัดน่าน มาตามเส้นทางประมาณ 66 กิโลเมตรจะถึงหม่บ้านห้วยแก๊ต ให้เลี้ยวขวาไปตามเส้นทางหลวง 1216 ถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติ ระยะทางประมาณ 24 กิโลเมตร
   2. จากจังหวัดน่าน ไปตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1026 สายอำเภอเวียงสา - อำเภอนาน้อย และจากอำเภอนาน้อยเลี้ยวขวา ไปถึงที่ทำการอุทยาน ระยะทางประมาณ 33 กิโลเมตร
  
สำหรับการเดินทางไปแหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่ลำนำน่านตอนบนเขื่อนสิริกิต์ ใช้ เส้นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 101 ไปถึงอำเภอเวียงสาเลี้ยวขวาไปตามถนนเจ้าฟ้า ทางหลวงจังหวัดหมายเลข 1026 จากอำเภอเวียงสา อำเภอนาน้อย ระยะทางประมาณ 35 กิโลเมตร และจากอำเภอนาน้อยไปตามถนนลาดยางไปอำเภอนาหมื่น ระยะทางประมาณ 20 กิโลเมตร และจากอำเภอนาหมื่นแยกเลี้ยวซ้ายไปตามถนนลาดยางไปบ้านปากนาย ระยะทางประมาณ 22 กิโลเมตร

หมายเหตุ ปัจจุบัน อุทยานแห่งชาติขุนสถาน ได้ปรับปรุงภูมิทัศน์บริเวณเิชิงดอยแม่จอก(เนินดาวดิน) สำหรับเป็นพื้นที่บริการนักท่องเที่ยว มีที่พักชั่วคราวบรรยากาศดี สำหรับนักท่องเที่ยวจำนวน 2 หลัง พักได้ประมาณ 15-20 คน และมีที่สำหรับกางเต็นท์ได้จำนวนมาก หากสนใจจะมาพักที่ดอยแม่จอก กรุณาติดต่อล่วงหน้า

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่อุทยานแห่่งชาติขุนสถาน :
โทร. 054-701-121, 054-731 585 , 054-731-688, 087- 173 9549, หรือ อุทยานแห่งชาติขุนสถาน ตู้ ปณ.5 อ.นาน้อย จ.น่าน 55150

บ้านพัก บ้านดอยแม่จอก 1,2

บ้านพัก บ้านดอยแม่จอก

ที่ชมวิว บ้านพักดอยแม่จอก

ทีนั่งทานข้าว บ้านพักดอยแม่จอก

ห้องพัก บ้านดอยแม่จอก

ห้องพัก บ้านดอยแม่จอก

ห้องน้ำ บ้านดอยแม่จอก

ลานกางเต็นท์ดอยแม่จอก
แผนที่แสดงเส้นทางไปดอยแม่จอก อุทยานแห่งชาติขุนสถาน จังหวัดน่าน

อุทยานแห่งชาติถ้ำสะเกิน จ.น่าน





อุทยานแห่งชาติถ้ำสะเกิน และพื้นที่โดยรอบอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าน้ำยาว และป่าน้ำสวด อำเภอสองแคว จังหวัดน่านเนื้อที่ประมาณ 280,000 ไร่ พบว่ายังมีสภาพสมบูรณ์เป็นพื้นที่ต้นน้ำลำธารลุ่มน้ำ ชั้น 1 เอ มีจุดเด่นทางธรรมชาติที่สวยงามหลายแห่ง มียอดเขาสูงที่สุด คือ ดอยจี๋

ลักษณะภูมิประเทศ เป็นเทือกเขาสูงสลับซับซ้อนวางตัวในแนวเหนือใต้ คล้ายรูปตัว T ตัวเขียนใหญ่ในภาษาอังกฤษ ระดับความสูงของพื้นที่ประมาณ 300-1,752 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง มียอดเขาที่สูงที่สุด คือ ยอดดอยจี๋ มีความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 1,752 เมตร เป็นพื้นที่ต้นกำเนิดของลุ่มน้ำถึงสามลุ่มน้ำด้วยกัน คือ ลุ่มน้ำยมตอนบน ลุ่มน้ำยาวตอนบน และลุ่มน้ำลาว ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของลำน้ำสายหลักของประเทศ คือ ลำน้ำยม และ ลำน้ำน่าน อันเป็นแม่น้ำสำคัญสายหลักในการประกอบอาชีพเกษตรของราษฎรริมสองลำน้ำ

ลักษณะภูมิอากาศ เป็นแบบมรสุมเขตร้อน โดยได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ในช่วงฤดูฝน และลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือในช่วงฤดูหนาว ภูมิอากาศแบ่งออกเป็น 3 ฤดู คือ ฤดูร้อน ตั้งแต่เดือนมีนาคม-เมษายน ฤดูฝนตั้งแต่เดือนพฤษภาคม-ตุลาคม และฤดูหนาวตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน-กุมภาพันธ์ อุณหภูมิเฉลี่ยต่ำสุดต่อปีประมาณ 7 องศาเซลเซียส ในเดือนธันวาคม อุณหภูมิเฉลี่ยสูงสุดต่อปีประมาณ 39 องศาเซลเซียส ในเดือนเมษายน

พันธุ์ไม้และสัตว์ป่า
 สภาพป่าไม้ในเขตอุทยานแห่งชาติถ้ำสะเกินที่พบได้ คือ ป่าดิบ ป่าดิบชื้น ป่าดิบแล้ง ป่าเบญจพรรณ
สัตว์ป่า จากการสำรวจพบว่าสัตว์ป่าส่วนใหญ่เป็นสัตว์ที่เล ี้ยงลูกด้วยนมซึ่งมีตั้งแต่ขนาดกลางจนถึง ขนาดเล็ก สัตว์เลื้อยคลาน สัตว์ปีก ได้แก่ เสือ เลียงผา เก้ง หมูป่า กระรอก กระแต หมาใน เหยี่ยว นกขุนทอง นกเขา และนกอื่น ๆ

สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ

มีทัศนียภาพสองข้างทาง ระหว่างอำเภอสองแคว จังหวัดน่าน ถึงอำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา จะมีทัศนียภาพที่สวยงาม
ถ้ำหลวงสะเกิน เป็นถ้ำขนาดกลาง มีปากถ้ำกว้างประมาณ 20 เมตร ตัวถ้ำลึกเป็นอุโมงค์ยาวประมาณ 600 เมตร ภายในตัวถ้ำมีหินงอกหินย้อยสวยงามมาก และเป็นถ้ำที่มีค้างคาวอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก
โดยมีประวัติเล่่าขานกันมาว่า เดิมทีมีชนกลุ่มน้อยที่เรียกกันว่า "เผ่าก่อ" ได้อพยพย้ายถิ่นฐานมาจากเมืองสิบสองปันนา และแยกออกเป็น 2 หมู่บ้าน คือ "บ้านเสือกิ๋น" ซึ่งในปัจจุบันคือ บ้านสะเกิน และอีกหมู่บ้านหนึ่งย้ายไปอยู่จังหวัดแพร่คือ "บ้านดงสนเขื่อน" ปัจจุบันคือ บ้านสวนเขื่อน ส่วนทางบ้านสะเกินนั้น เจ้าผู้ครองนครน่านสมัยโบราณ ให้ทำดินปะสิวส่ง ส่วนบ้านดงสนเขื่อน ทำดินปืนส่งให้กับนครน่าน เอาไว้สู้รบกับทหารพม่า สำหรับการเอามูลค้างคาวออกจากถ้ำแต่ละปีในอดีตนั้น จะต้องผ่านพิธีเซ่นไหว้บนบานศาลกล่าวกับเจ้าหลวงสะเกินผู้รักษาถ้ำ อันเป็นที่เคารพนับถือของราษฎรตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันเสียก่อน เมื่อนำออกจนครบจำนวนที่ต้องการแล้วจะต้องแก้บนและหลังจากนั้นจะไม่สามารถ เข้าไปเอามูลค้างค้าวได้อีก
ถ้ำหลวงสะเกิน ตั้งอยู่ที่ ตำบลยอด อำเภอสองแคว จังหวัดน่าน
ถ้ำปลากั้ง เป็น ถ้ำขนาดเล็ก จำนวน 2 แห่งใกล้กัน มีปากถ้ำกว้างประมาณ 3 เมตร ภายในถ้ำกั้งทั้งสองแห่งจะมีความลึกประมาณ 20 เมตร ภายในถ้ำมืดและมีแอ่งน้ำอยู่ภายในถ้ำ ยังไม่มีการสำรวจภายในถ้ำที่แน่นอนชัดเจน แต่พบว่ามีปลากั้งอาศัยอยู่ภายในถ้ำและในช่วงฤดูฝนจะมีน้ำไหลออกมาจากปากถ้ำ ถ้ำปลากั้งตั้งอยู่ที่ ตำบลยอด อำเภอสองแคว จังหวัดน่าน
น้ำตกห้วยหาด หรือน้ำตกบ้านยอด เป็นน้ำตกขนาดกลางมีน้ำไหลตลอดปีจากลำห้วยหาดที่มีต้นกำเนิดจากดอยจี๋ มีความสูงประมาณ 3 ชั้น สูงประมาณ 35 เมตร ตัวน้ำตกกว้างประมาณ 15 เมตร มีแอ่งน้ำกว้างประมาณ 5 เมตร ยาว 5 เมตร และลึกประมาณ 1.5 เมตรตั้งอยู่ที่ ตำบลยอด อำเภอสองแคว จังหวัดน่าน
น้ำตกผาธารหรือน้ำตกหงษ์เวียงจันทร์ เดิมที มีชื่อตามลักษณะการไหลของน้ำที่ไหลตกจากหน้าผาเกิดเป็นน้ำตก เรียก ผาธาร ต่อมาเมื่อมีการสำรวจและจัดตั้งพื้นที่เตรียมการนี้ก็ให้เกียรติกับผู้ บุกเบิกและสำรวจในคราวแรกคือ นายวิทยา หงษ์เวียงจันทร์ มีลักษณะเป็นน้ำตกขนาดกลางมีน้ำใสไหลตลอดปี จากห้วยน้ำงิม มีต้นกำเนิดจากเทือกเขาดอยจี๋ มีความสูง 6 ชั้นใหญ่ สูงประมาณ 30 เมตร น้ำตกกว้างประมาณ 5 เมตรตั้งอยู่บริเวณที่ทำการอุทยานแห่งชาติถ้ำสะเกิน ตำบลยอด อำเภอสองแคว จังหวัดน่า่น
น้ำตกผาลาด เป็น น้ำตกขนาดใหญ่ สายน้ำไหลลงมาจากเขาซึ่งเต็มไปด้วยโขดหินระเกะระกะ จึงเกิดเป็นชั้นน้ำตกจำนวนมาก มีทางดินเลียบน้ำตกขึ้นสู่น้ำตกชั้นบน อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติไป 500 เมตร

เส้นทางชมศึกษาธรรมชาติ
1. เส้นทางชมศึกษาธรรมชาติพระเจ้าห้าพระองค์ : เป็นเส้นทางชมศึกษาธรรมชาติที่สามารถพบเห็นพันธุ์ไม้นานาพันธุ์ที่ค่อนข้าง แปลกตา หายาก และมีสีสันสวยงาม ประกอบด้วย พันธุ์พืชจำพวกสมุนไพร ไม้พุ่มและไม้เลื้อย จำพวกตะบองเพชร ประทัดดอย ไม้ตระกูลเอื้องดิน เอื้องตระกูลหวายต่างๆ เอื้องตระกูลช้าง ไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ ถ้ำโบราณที่มีซากถ้วย ชาม ไห ถ้ำขนาดเล็กที่เป็นถ้ำที่มีสีสันสวยงาม จากสารประกอบที่ตกผลึกฝังตัวในผนังถ้ำ และถ้ำที่มีน้ำไหลผ่านที่มีปลาประเภทปลากั้งอาศัยอยู่
2. บ่อน้ำบนภูเขา : เป็นบ่อน้ำบนภูเขาหินปูนที่มีน้ำตลอดทั้งปี มีน้ำที่ใสสะอาด ไม่ทราบว่าน้ำมาจากไหนและไหลไปไหนบนเทือกเขาหินปูนที่มีรอยแยกของหินมากมาย ที่ำสำัคัญมีปลาน้ำจืดประเภทปลากั้งอาศัยอยู่

จุดชมวิวและสถานที่กางเต็นท์ :
อุทยานแห่งชาติถ้ำสะเกินมีลักษณะภูมิประเทศเป็นภูเขาหินปูน ที่มีลักษณะสวยงาม ประกอบไปด้วยแท่งเขาหินปูนและหน้าผาจำนวนมาก จึงทำให้มีสถานที่ที่สามารถมองชมวิวทิวทัศน์ที่สวยงามในลักษณะมุมสูงและไกล หลายแห่ง อาทิ สถานที่กางเต็นท์และแคมป์กราวด์ (ลานธำรงดาว) บริเวณที่ทำการอุทยานแห่งชาติ และลานกางเต็นท์บริเวณฐานปฏิบัติการต่อสู้กับผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ใน อดีตบริเวณดอยจี๋

สิ่งอำนวยความสะดวก :
อุทยานแห่งชาติถ้ำสะเกินมีบ้าน พักรับรอง พร้อมอุปกรณ์เครื่องนอน สำหรับนักท่องเที่ยวจำนวน 6 หลัง สามารถรับนักท่องเที่ยวได้ประมาณ 20-30 คนต่อคืน

การเดินทาง เดินทางจากตัวเมืองน่านใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 1080 (น่าน-ทุ่งช้าง) ประมาณ 42 กิโลเมตร เมื่อถึงที่ว่าการอำเภอท่าวังผา แล้วเลี้ยวซ้ายมือตามทางหลวงหมายเลข 1148 (น่าน-พะเยา) ระยะทางไปอีก 75 กิโลเมตร ก็จะถึงหมู่บ้านสะเกิน หมู่ที่ 1 ตำบลยอด อำเภอสองแคว แล้วเลี้ยวขวาผ่านหมู่บ้านไปอีกประมาณ 3.5 กิโลเมตร ก็จะถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติถ้ำสะเกิน รวมระยะทางจากอำเภอเมืองน่าน ประมาณ 120.5 กิโลเมตร

การติดต่อ
: สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
1. อุทยานแห่งชาติถ้ำสะเกิน โทร. 089-045-9831, 086-889-7167 หรือ อุทยานแห่งชาติถ้ำสะเกิน ตู้ ป.ณ.13 อ.ท่าวังผา จ.น่าน 55140
2. สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ปีที่ 13 (แพร่) 140 ต.ป่าแมต อ.เมือง จ.แพร่ 54000
3. กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช 61 ถ.พหลโยธิน เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900 โทร. 02-579-7223, 02-561-2919, 02-562-0760

แผนที่อุทยานแห่งชาติถ้ำสะเกิน จังหวัดน่าน

วัดภูมินทร์ สุดยอดสถปัตยกกรรมล้านนา Unseen Thailand

วัดภูมินทร์ ตามพงศาวดารเมืองน่าน วัดภูมินทร์สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2138 โดย "พระเจ้า้เจตบุตรพรหมินทร์" เจ้าผู้ครองนครน่าน (ระหว่าง พ.ศ.2134-2156) ซึ่งทรงสร้างพระอารามนี้ หลังจากขึ้นครองนครน่านแล้วเป็นเวลา 6 ปี ซึ่งเป็นสมัยที่ตรงกับ แผ่นดินของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เดิมปรากฎชื่อในคัมภีร์เมืองเหนือว่า "วัดพรหมมินทร์" หมายถึง พระพรหมผู้เป็นใหญ่ ตามพระนามเจ้าเจตบุตรพรหมมินทร์ ก่อนจะเพี้ยนเสียงเป็น "วัดภูมินทร์" ในภายหลัง

วัดภูมินทร์ มีลักษณะ แปลกกว่าวัดอื่น ๆ คือ "อุโบสถและวิหารสร้างเป็นอาคารหลังเดียวกันเป็นจตุรมุข" (กรมศิลปากรได้สันนิษฐานว่า เป็นอุโบสถจัตุรมุขหลังแรกของประเทศไทย) มีนาคปั้นสะดุ้งขนาดใหญ่ แห่แท่นอุโบสถไว้กลางลำตัว ตรงใจกลางของอุโบสถประดิษฐาน พระพุทธรูปปางมารวิชัย มีนาคปั้นสะดุ้งขนาดใหญ่ แห่แ่ท่นอุโบสถเทินไว้กลางลำตัว ตรงใจกลางของอุโบสถประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัย ขนาดใหญ่ 4 องค์ ประทับนั่งบนฐานชุกชี หันพระพักตร์ออกด้านประตูทั้งสี่ทิศ เบื้องพระปฤษฎางค์ชนกัน ซึ่งคล้ายเป็นสัญลักษณ์ของเจ้าเจตบุตรพรหมมินทร์ ที่ยังคงปรากฎให้เห็นได้คือ ลักษณะ "พรหมสี่หน้า" ของวิหารหลวงนี้เอง


สถาปัตยกรรมในการสร้างวัดภูมินทร์
สถาปัตยกรรมวัดภูมินทร์ หากพิจารณาเจ้าผู้ครองนครน่านที่เป็นผู้สร้างวัด นับเป็นผู้มีความเลื่อมใสในสถาปัตยกรรมของสุโขทัยเป็นอย่างยิ่ง และมีภูมิปัญญานิยมทางสุโขทัย - อยุธยาอย่างมาก เช่น มีพระนามว่า "เจตบุตรพรหมมินทร์" ซึ่งเป็นพระนามที่แปลกกว่าเจ้าผู้ครองนครน่านองค์อื่นๆ ซึ่งมักเป็นภาษาน่านหรือภาษาเหนือ แต่มีเพียงพระองค์เดียวในยุคนั้น ที่มีนามเป็นภาษาบาลี-สันสกฤต ซึ่งแปลว่า "พระพรหมผู้เป็นใหญ่" เช่นเดียวกับในสมัยอยุธยา ที่ตรงกันก็คือ "สมเด็จพระนเรศวรมหาราช" แปลว่า "พระราชาผู้ยิ่งใหญ่" ดังนั้น สถาปัตยกรรมในการสร้างวัดจึงยึดเอา "ไตรภูมิพระร่วง" ที่เขียนโดยพระยาลิไทย พระมหากษัตริย์กรุงสุโขทัยเป็นฐานความคิด กล่าวคือ

1. เป็นการแปรรูปเขาพระสุเมรุ (ใช้โบสถ์และวิหารแทน) และมหาสมุทรที่ล้อมรอบ
ลักษณะทางสถาปัตยกรรม : ในส่วนที่เป็นน้ำ ก็ใช้พญานาคเป็นสัญลักษณ์เอาง่ายๆ ดังจะเห็นมีนาค 2 ตัว เลื้อยผ่านตลอดฐานโบสถ์ และเหยียดลำตัวยาวไปตามแนวแกนทิศเหนือ-ใต้ บนฐานเตี้ยๆ ซึ่งเป็นขัณฑสีมา ตรงมุมทั้งสี่ มีใบเสมาตั้งอยู่ และแม้ว่ารอบโบสถ์นี้จะไม่ได้สร้างกำแพงล้อมไว้ แต่มุมที่ตั้งใบเสมาทั้งสี่มุมก็ได้ก่อมุมกำแพงไว้เป็นเครื่องชี้แนวเพื่อ สร้างความรูสึกว่า มีกำแพงรอบโบสถ์ และพญานาคไว้ด้วยกัน โดยเหตุที่พญานาคเป็นสัญลักษณ์แห่งน้ำ ลักษณะของแผนผังจึงเหมือนกับว่ามีสระน้ำสี่เหลี่ยมที่มีโบสถ์อยู่ตรงกลาง

2. เป็นการใช้สัญลักณ์ของภูมิจักรวาล
โบสถถ์วัดภูมินทร์ มีผังเป็นรูป กากบาท จึงมีมุขสี่ด้านซึ่งเปิดตรงเข้าสู่พระพุทธรูปสี่องค์ที่ประดิษฐานอยู่กลาง โบสถ์ ในการวางผังแกนทั้งสองที่ตัดกันมีความยาวไม่เท่ากัน คือแกนทิศตะวันออก-ตะัวันตก สั้นกว่าแกนทิศเหนือ - ใต้ เป็นการใช้สัญลักษณ์ของภูมิจักรวาลในระดับต่างๆ ส่วนในผัง มีวงแหวนหลายวงซ้อนกันอยู่ ใช้แทนสัญลักษณ์ตั้งแต่ยอดบนสุดจนถึงระดับล่างๆ คือ ยอดบนสุดมีฉัตร 5 ชั้น และต่ำลงมาคือหลังคาซ้อน 5 ชั้น ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แทนทวีปและมหาสมุทรในภูมิจักรวาล สลับกันตามคติพุทธ

หมายเหตุ - ในคติฮินดู : มีทวีปล้อมเขาพระสุเมรุ 6 ทวีป อยู่ตรงมุมอีก 4 ทวีป รวมเป็น 10 ทวีป - ในคติพุทธ : มีทวีปล้อมเขาพระสุเมรุ 7 ทวีป และทวีปออกไปอีก 4 มุม ตรงกับ ทิศเหนือ(อมรโคยานทวี) ทิศตะวันออก(บุพวิเหทวี) ทิศตะวันตก(อุตตรกุรุทวีป) และทิศใต้(ชมพูทวี)

3. เป็นการเปรียบเป็นมหานทีสีทันดร
สำหรับช่อฟ้า ที่ใช้เป็นรูปหัวพญานาคกำลังเลื้อยลงมาเป็นชั้นๆ จนถึงชายคาด้านล่างสุด แล้วมีทวยไม้สลักเป็นนาคค้ำยันไว้ สัญลักษณ์ที่เรียงกันลงมาเช่นนี้ เปรียบเสมือน สายน้ำที่กำลังไหลจากภูเขาที่เป็นจุดศูนย์กลางลงสู่เบื้องล่าง จนกระทั่งถึงฐานโบสถ์ ซึ่งมีพญานาคใหญ่ 2 ตัวปรากฎอยู่ อีกนัยหนึ่งคือแทนมหานทีสีทันดรอันกว้างใหญ่ไพศาล เป็นที่รวมของน้ำทั้งหมด ซึ่งไตรภูมิพระร่วงกล่าวไว้ว่า แม้แต่ครุฑที่มีกำลังมหาศาลก็สุดกำลังบิน

อีกอย่างหนึ่งที่เป็นเอกลักษณ์ของวัดภูมินทร์ที่สวยงามก็คือ บานประตูของวิหารทั้ง 4 ด้าน ทำด้วยกระดานไม้สักกว้างใหญ่ เมื่อปิดประตูทั้งสองบานเข้าหากัน จะเห็นเป็นลวดลายแกะสลักเป็นลายกนก รูปท้าวเวสสุวัณแผลงฤิทธิ์และรูปสัตว์ต่างๆ ทั้งจตุบาทและทวิบาท แล้วลงรักปิดทองอย่างวิจิัตร ยากที่ช่างสมัยนี้จะทำได้

ปริศนาธรรมในองค์ประกอบวัดภูมินทร์
นอกจากสถาปัตยกรรมล้านนาที่สวยงามดังกล่าวแล้ว วัดภูมินทร์ยังแฝงไว้ด้วยปริศนาธรรม ไว้อย่างลึกซึ้งคือ
1. พื้นดินชั้นล่างสุดรอบพระวิหาร : เปรียบเสมือนมนุษยภูมิหรือมหาชาลัยชั้นที่หนึ่งเรียกว่า "ชลสาคร"
2. พื้นชั้นที่สอง : เปรียบได้กับ "สังสารสาคร" หรือทะเลแห่งสังสารวัฎ คือการเวียนเกิดเวียนตาย
3. "ช่องประตูโขง" ใต้ท้องพญานาค : เชื่อกันว่า หากใครได้ลอดผ่านแล้วจะมีความสวัสดีในชีวิต หากเป็นคนต่างถิ่นจะได้กลับมาเยือนเมืองน่านอีกครั้ง
4. "พญานาคราชคู่" : ทำหน้าที่เป็นพาหนะว่ายข้ามทะเลแห่งวัฏสงสารและเทินพระวิหารไว้ จึงเปรียบเสมือนเรือสำเภาทองที่จะนำพามนุษย์ข้ามพ้นโอฆสงสารไปได้
5. "ซุ้มประตูโขง" : ทำสมมุติให้เป็นแดนทวยเทพ โดยจำลองเป็น 'เขาพระสุเมรุ' ล้อมรอบด้วยเขาสัตบริภัณฑ์ั้ทั้งเจ็ด ซึ่งจะต้องผ่านแดนนี้ก่อนเข้าสู่แดนแห่งพุทธะ
6. เสาพระวิหารสี่ต้นด้านใน : เปรียบเสมือน 'อริยสัจสี่ประการ' ได้แก่ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค
7. "ตัวเหงา" : ซึ่งเรียกศิลปกรรมล้านนาที่ใช้เป็นองค์ประกอบของบันไดนิยมสร้างในศาสนสถาน
8. เสาวิหารด้านนอกแปดต้น : เปรียบได้กับ 'อริยมรรคแปด' หนทางแห่งการดับทุกข์ ตามหลักคำสอนของพระพุทธศาสนา
9. พื้นที่ว่างบริเวณนอกก่อนถึงเสาทั้งแปดต้น : ได้แก่ ชลาศัยชั้นที่สาม เรียกว่า 'นัยสาคร'
10. พื้นที่ว่างบริเวณด้านในติดกับเขาพระสุเมรุ : ได้แก่ ชลาศัยชั้นที่สี่ เรียกว่า 'ญาณสาคร'
11. พระธาตุเจดีย์ : เปรียบเหมือน "เขาพระสุเมรุ" แกนกลางของจักรวาล สร้างพระพุทธรูปหันพระพักตร์ไปทิศแห่งทวีปทั้งสี่ ซึ่งเปรียบได้กับ 'พรหมวิหารสี่' ได้แก่ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา

้วัดภูมินทร์ จึงเป็นพระอารามขนาดเล็กที่ทรงคุณค่าดังเพชรน้ำเอกของพุทธศิลป์ล้านนา และคือเพชรประดับยอดมงกุฎพุทธศิลป์เมืองน่าน จึงทำให้ัวัดภูมินทร์เป็นวัดในต่างจังหวัดวัดแรกที่มีภาพประดับบนธนบัตรของ ไทย ได้รับการตีพิมพ์ภาพพญานาคราชคู่เทินพระวิหาร บนธนบัตรไทยฉบับละหนึ่งบาท ตั้งแต่แผ่นดินรัชกาลที่แปดแห่งกรุงรัตนโกสินทร์เมื่อเกือบร้อยปีก่อน อันทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์มาตราบจนวันนี้
แผนที่วัดภูมินทร์ อำเภอเมือง จังหวัดน่าน